ปาฐกถาพิเศษ "ผู้ว่า ธปท." ฉบับเต็ม : เศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก อนาคตประเทศไทย

เขียนโดย shicu on . Posted in ข่าวและกิจกรรม

 ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “เศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก อนาคตประเทศไทย”
โดย ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
เนื่องในโอกาสครบรอบ 75 ปี แห่งการก่อตั้งคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2556 ณ โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ

   

 

ดร.ประสาร  ไตรรัตน์วรกุล    ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

 

 

 

Video :  http://youtu.be/e0X22XLBok8

 

 

 

บทความ :
 

 เมื่อคืนที่ผ่านมา (30 กรกฎาคม 2556) ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กล่าวสุนทรพจน์ เรื่อง “เศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก อนาคตประเทศไทย” ในงานครบรอบ 75ปี แห่งการก่อตั้งคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี   จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ โรงแรมแกรนด์ไฮแอท กรุงเทพฯ โดยมีรายละเอียดดังนี้

 “ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ผมขอแสดงความยินดีกับคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวาระครบรอบ 75 ปี ในการผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพให้แก่วงการธุรกิจ ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมาโดยตลอด ในโอกาสนี้ผมรู้สึกยินดีที่ได้รับเกียรติมาเสวนาพิเศษในหัวข้อ เศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก อนาคตประเทศไทย ผมคิดว่าการเสวนาในหัวข้อดังกล่าวในช่วงนี้ถือเป็นจังหวะที่ดี เพราะขณะนี้ สถานการณ์โลกมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างรวดเร็วและมีความไม่แน่นอนสูง ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ การเตรียมการรับมืออย่างรอบด้านจะเป็นหนทางที่ช่วยให้เราสามารถลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจได้ทางหนึ่งในระยะสั้น การติดตามภาวะและแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด การคาดการณ์ถึงผลกระทบที่จะมีต่อเศรษฐกิจไทย และหาวิธีลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นถือเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ในขณะเดียวกัน เราจำเป็นต้องคำนึงถึงการวาดภาพไปในระยะยาวว่า หากต้องการที่จะเห็นเศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงมีภูมิคุ้มกันตัวเองจากความผันผวนต่างๆ เราจะต้องทำอย่างไรหรือวางแนวนโยบายอย่างไรเพื่อให้ไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

 ในวันนี้ผมขอแบ่งหัวข้อการเสวนาออกเป็น 4 ส่วนคือ
1)
 การประเมินภาวะและแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย                                2) การสำรวจพัฒนาการทางเศรษฐกิจของไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
3)
 หนทางที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว และ        4) แนวทางการดำเนินนโยบายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

1. เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย: สภาวะในปัจจุบันและแนวโน้ม

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจและการเงินโลกเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายท่านคงจำได้ว่าเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เราพูดถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจกลุ่ม G3 ที่ยังมีความไม่แน่นอน ขณะที่เศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียเติบโตได้ค่อนข้างดี การเติบโตของเศรษฐกิจที่แตกต่างกันนี้มีส่วนทำให้กระแสเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทยอย่างต่อเนื่องและทำให้ค่าเงินแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา แม้ความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจกลุ่ม G3 ยังมีอยู่ แต่เราเริ่มเห็นตัวเลขภาคที่อยู่อาศัยและการจ้างงานของสหรัฐฯ มีแนวโน้มดีขึ้นเป็นลำดับ ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าจะทยอยถอนมาตรการ QE ขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัวดีขึ้นจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจกลุ่มเอเชีย เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอลงโดยเฉพาะจีน การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจข้างต้น ส่งผลให้บรรยากาศและความเชื่อมั่นในตลาดการเงินโลกมีความผันผวนค่อนข้างสูง กระแสเงินทุนกลับทิศทางและไหลออกจากภูมิภาคเอเชีย ซึ่งทำให้ค่าเงินอ่อนลงอย่างรวดเร็ว จนเรียกได้ว่าเป็นคนละภาพกับที่เห็นในช่วงต้นปีนี้

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เป็นไปอย่างช้าๆ ทำให้การส่งออกสินค้าของไทยฟื้นตัวช้ากว่าที่หลายฝ่ายรวมถึงที่แบงก์ชาติเคยคาดไว้และเมื่อประกอบกับการใช้จ่ายภายในประเทศที่ชะลอลงตามการบริโภคและการลงทุนที่พักฐานหลังจากเร่งไปมากในช่วงก่อนหน้า แบงก์ชาติจึงปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยลง โดยคาดว่าปีนี้จะขยายตัวจากปีก่อนประมาณ 4.2% นอกจากนี้ เมื่อมองไปข้างหน้า แม้เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มขยายตัวได้ตามปกติจากปัจจัยพื้นฐานที่ดีแต่ก็มีแนวโน้มค่อนข้างชัดเจนว่าในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนอยู่ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ จากการที่ทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงปรับตัว

จากที่ผมได้กล่าวไว้ในช่วงแรกว่าในระยะสั้น หากเราติดตามประเมินสถานการณ์และมีมาตรการเตรียมรับมือที่เหมาะสมและรอบด้านเพียงพอ ก็อาจจะช่วยให้เราสามารถลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนต่างๆ ได้ แต่สำหรับในระยะยาว ผมเชื่อว่าเราทุกคนคงมุ่งหวังที่จะเห็นเศรษฐกิจไทยมีภูมิคุ้มกันตัวเองจากความไม่แน่นอนต่างๆ และยืนหยัดเติบโตได้อย่างมั่นคง 

ดังนั้น ในช่วงต่อไป ผมขออนุญาตนำท่านย้อนอดีตไปสำรวจเศรษฐกิจของเราด้วยกันก่อน เพื่อดูว่าที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตได้จากปัจจัยใดและ ณ วันนี้รวมถึงในอนาคต เราจะยังสามารถอาศัยจุดแข็งที่มีนั้นทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปได้หรือไม่และอย่างไร

2. สำรวจประเทศไทยจากอดีตสู่ปัจจุบัน: ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว “What Got You Here Won’t Get You There”

ท่านผู้มีเกียรติครับ เพื่อให้ทุกท่านได้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ผมจึงขอแบ่งช่วงการพัฒนาทางเศรษฐกิจตามการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของ The Global Competitiveness Report ซึ่งพบว่า ในช่วงเริ่มแรกนั้นไทยก็คล้ายกับประเทศอื่นๆ ที่การเติบโตของเศรษฐกิจมีจุดเริ่มต้นจากการผลิตที่เน้นการใช้แรงงานและทรัพยากรในประเทศค่อนข้างมาก แต่ต่อมา ด้วยความที่ไทยมีจุดเด่นทางด้านค่าจ้างแรงงานที่ถูกและเป็นแรงงานที่มีฝีมือดีประกอบกับมีการเริ่มนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตบางส่วน จึงทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จนในปัจจุบัน ไทยสามารถพัฒนาจากการผลิตที่เน้นการใช้แรงงานและทรัพยากรในประเทศมาก มาเป็นเศรษฐกิจที่เติบโตด้วยการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างการใช้แรงงานกับเทคโนโลยีบางส่วน

อย่างไรก็ดี เมื่อมองไปข้างหน้า ปัจจัยที่เคยช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจมาโดยตลอด อาจไม่เพียงพอที่จะผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างมั่นคงได้ในระยะยาว เนื่องจากเราไม่ได้มีทรัพยากรธรรมชาติที่มากพอ จนใช้ได้ไม่มีวันหมด ขณะที่ค่าจ้างแรงงานเองก็เริ่มสูงขึ้น ดังนั้น ทางออกของไทยคือ จะต้องเร่งพัฒนาเศรษฐกิจขึ้นอีกระดับหนึ่งเพื่อให้เป็นเศรษฐกิจที่เติบโตด้วยนวัตกรรม ซึ่งหมายถึงการผลิตสินค้าหรือบริการใหม่ๆ ที่โดดเด่น มีเอกลักษณ์มีมูลค่าเพิ่มสูง และเป็นที่ต้องการในตลาด ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้และสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคง

3. หนทางพัฒนาประเทศ: ผลักดันให้มีนโยบายเพื่อให้เป็นเศรษฐกิจที่เติบโตด้วยนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 

อาจมีคำถามว่า การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้เป็นเศรษฐกิจที่เติบโตด้วยนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต้องทำอย่างไรสำหรับประเทศไทย ผมมองว่าทางการจะต้องเร่งผลักดันให้มีนโยบายที่สำคัญใน 4 ด้าน เพื่อสร้างความพร้อมของประเทศในด้านต่างๆ ซึ่งได้แก่ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคน ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม และด้านตลาดแรงงาน

ด้านแรกคือ การสร้างความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไทยจำเป็นต้องปรับรูปแบบโครงสร้างการขนส่งของประเทศเพื่อให้สามารถลดต้นทุน logistics ได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะปัจจุบันต้นทุน logistics ของไทยยังค่อนข้างสูงที่ประมาณ 15% ของ GDP (ข้อมูลปี 2554) หากทางการสามารถเร่งผลักดันให้ระบบการขนส่งมวลชนของประเทศมีโครงข่ายเชื่อมโยงที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการลงทุนพัฒนาระบบราง ท่าเรือ ถนน และท่าอากาศยาน จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับประเทศในหลายด้าน ทั้งช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางและการขนส่งสินค้า เพิ่มปริมาณการค้าชายแดน ลดการพึ่งพาการขนส่งทางถนนซึ่งจะช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลงได้โดยหากสามารถทำให้โครงสร้างพื้นฐานแล้วเสร็จตามแผนที่วางไว้ ไทยจะสามารถลดต้นทุน logistics ได้อย่างน้อย 2% ของ GDP

ด้านที่สองคือ การทำให้คนในประเทศมีพัฒนาการด้านสุขภาพและการศึกษาที่ดี จะต้องมีการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุขและระบบการศึกษาทั้งทางด้านคุณภาพ และโอกาสในการเข้าถึงของประชาชน โดยในกรณีของการศึกษานั้นยังต้องเน้นการพัฒนาทั้งระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาขั้นสูง การฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการวางระบบการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของตลาดและเป้าหมายในการพัฒนาประเทศตั้งแต่เนิ่นๆ ผมขอยกตัวอย่างประเทศที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศในด้านนี้ค่อนข้างชัดเจน นั่นก็คือประเทศสิงคโปร์จากที่เราท่านทราบกันดีว่าประเทศนี้เป็นเกาะเล็กๆ มีพื้นที่จำกัด มีทรัพยากรธรรมชาติน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่เพราะสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับคุณภาพของคนในประเทศและทำโดยต่อเนื่อง โดยการปลูกฝังแนวคิดในการพัฒนาประเทศไว้ตั้งแต่แบบเรียนขั้นต้นและคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของคนที่ต้องมีความพร้อมทั้งคุณธรรม สติปัญญา ร่างกาย และสังคม สร้างความเข้าใจในข้อจำกัดของประเทศและมองเห็นโอกาสในการพัฒนาประเทศร่วมกันของคนในประเทศ จนทำให้สิงคโปร์กลายเป็นประเทศที่จัดได้ว่ามีพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมอันดับต้นๆ ของโลก

ด้านที่สามคือ การสร้างความพร้อมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยการลงทุนหรือสร้างระบบที่ช่วยจูงใจให้มีการลงทุนและศึกษาด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) การเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีจากชาวต่างชาติที่มาลงทุนในไทย รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งการสร้างความพร้อมในด้านนี้ นอกจากจะช่วยให้ธุรกิจผลิตสินค้าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ยังจะช่วยให้สินค้าหรือบริการใหม่ๆ มีความหลากหลาย มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ถือเป็นการยกระดับสินค้าไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ เช่น ที่ผ่านมาเราได้เห็นธุรกิจไทยหลายราย รวมทั้ง SMEs บางราย ที่สามารถขยายกิจการไปยังต่างประเทศได้เทียบเท่าธุรกิจรายใหญ่ของโลก ก็เพราะเริ่มจากการมีนวัตกรรมที่ทำให้สินค้าแตกต่าง แต่ตรงใจผู้บริโภค จึงทำให้สามารถตั้งราคาได้สูง ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องน่ายินดีว่าถ้าคนไทยตั้งใจ ก็มีศักยภาพที่จะทำได้ไม่แพ้ชาติใดในโลก

นอกจากนี้ การพัฒนาความพร้อมในด้านสุขภาพและการศึกษาของคนในประเทศ และความพร้อมด้านเทคโนโลยีที่ผมได้กล่าวไปแล้วนั้น ยังสามารถนำไปสู่การพัฒนาในด้านสุดท้ายได้คือ การทำให้ตลาดแรงงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งในส่วนนี้ ผมขออนุญาตใช้เวลามากหน่อยสำหรับเรื่องการเตรียมความพร้อมในด้านตลาดแรงงานของไทย 

จากที่เราท่านทราบกันมาระยะหนึ่งแล้วว่า ตลาดแรงงานของบ้านเราค่อนข้างตึงตัว ล่าสุดอัตราการว่างงานในเดือนเมษายนอยู่ที่ร้อยละ 0.9 ต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชีย ความตึงตัวของตลาดแรงงานนี้ ถือเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย แต่ประเด็นที่มักจะถูกหยิบยกมาพูดถึงจะมีเฉพาะปัญหาด้านจำนวนแรงงานที่ไม่เพียงพอ แต่นอกเหนือจากนี้ยังมีปัญหาความไม่ตรงกันระหว่างความต้องการของนายจ้างกับทักษะของลูกจ้างหรือที่เรียกว่า skill mismatch ซึ่งการพัฒนาคุณภาพของคนในด้านการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของนายจ้าง จะช่วยให้แรงงานมีทักษะที่ตอบโจทย์นายจ้างมากขึ้น เช่น เร่งพัฒนาคุณภาพและส่งเสริมการศึกษาสายอาชีพให้มากขึ้นเพื่อป้อนแรงงานเข้าสู่ภาคการผลิตที่มีความต้องการแรงงานสายช่างเทคนิคเพื่อไปดูแลควบคุมอุปกรณ์เทคโนโลยีมากกว่าต้องการแรงงานที่จบปริญญาบัตรในสาขาที่มีความต้องการน้อยกว่า นอกจากปัญหาด้านจำนวนแรงงานไม่เพียงพอและ skill mismatch แล้ว ปัญหาที่สำคัญมากอีกประการหนึ่งแต่ไม่ค่อยมีการพูดถึงคือ ผลิตภาพของแรงงานไทย หรือ labor productivity ของไทยที่มีการขยายตัวช้า ซึ่งเกิดจากปัญหาสองประการได้แก่ 1) แรงงานไทยมีการเคลื่อนย้ายกำลังแรงงานจากสาขาการผลิตที่มี productivity สูงไปยังสาขาที่มี productivity ต่ำ และ 2) ไทยมีการสะสมทุนในอัตราที่ต่ำลง ปัญหาแรงงานไทยมีการเคลื่อนย้ายกำลังแรงงานจากสาขาการผลิตที่มี productivity สูงไปยังสาขาที่มี productivity ต่ำ สอดคล้องกับที่เราเห็นแรงงานย้ายออกจากภาคอุตสาหกรรมและบริการไปสู่ภาคเกษตรมากขึ้นในช่วงปี 2554-2555 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาสินค้าเกษตรทั้งในและต่างประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น 

ส่วนปัญหาไทยมีการสะสมทุนในอัตราที่ต่ำลงนั้น ดูได้จากอัตราการขยายตัวของทุนทั้งหมดต่อแรงงานของไทยที่ลดลงค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง ส่วนหนึ่งเนื่องจากอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นของไทยจำนวนมากยังสามารถดำเนินธุรกิจโดยพึ่งพาแรงงานต่างด้าวไร้ทักษะ จึงขาดแรงจูงใจที่จะปรับเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรอย่างรวดเร็ว หรือปรับเปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนและมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ผลคือการลงทุนในเชิงปริมาณและคุณภาพเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตจึงค่อนข้างต่ำ

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมทั้งด้านการพัฒนาคุณภาพของคนไปพร้อมๆ กับการส่งเสริมการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อช่วยพัฒนาด้านตลาดแรงงาน จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยบรรเทาข้อจำกัดด้านตลาดแรงงานที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ได้ทั้งในด้านจำนวนแรงงาน และ productivity ที่ขยายตัวช้า และเมื่อประกอบกับการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ที่ผมได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ทั้งหมดนี้จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพการเติบโตให้กับเศรษฐกิจไทยและเป็นตัวกำหนดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกของไทยในระยะยาว

4. แนวทางการดำเนินนโยบายเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย: รัฐและเอกชนต้องเดินไปด้วยกันภายใต้การกำหนดนโยบายที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ และมุ่งหวังจะสร้างการเติบโตให้กับประเทศอย่างยั่งยืน

ท่านผู้มีเกียรติครับ การเดินไปสู่เป้าหมายเพื่อที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาวนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกันของพวกเราทุกคน ไม่ว่าท่านหรือผม จะอยู่ในภาครัฐหรือภาคเอกชน เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการผลักดันให้เกิดนโยบายต่างๆภาคเอกชนถือเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ผมเชื่อว่าภายใต้การแข่งขันที่รุนแรงจากทั้งในและต่างประเทศ ภาคเอกชนมีการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทั้งการพัฒนาคุณภาพของแรงงานผ่านการฝึกอบรมเพิ่มทักษะ และการลงทุนในเทคโนโลยี  แต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมเห็นว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการกำหนดนโยบายของภาครัฐคือ การประสานความร่วมมือและสื่อสารกับภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอแนะต่างๆ ต่อนโยบายของภาครัฐ หรือเรื่องที่เป็นอุปสรรคของธุรกิจ เนื่องจากเรื่องเหล่านี้จะช่วยให้ภาครัฐเข้าใจสิ่งที่ภาคธุรกิจเผชิญอยู่ได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการกำหนดนโยบายที่เอื้อต่อการเพิ่มศักยภาพของภาคเอกชน หรือช่วยลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจได้แบบตรงจุด

ในส่วนของภาครัฐ ซึ่งรวมถึงแบงก์ชาติ ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญอีกตัวหนึ่งที่จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตไปถึงเป้าหมาย แต่การจะไปถึงเป้าหมายนั้น ผมเชื่อว่าประเทศต้องมีนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ดี” ที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งควรมีลักษณะสำคัญ 4 ประการคือ

ประการแรก เป็นนโยบายที่มองไกลไปในอนาคตและมุ่งหวังสร้างการเติบโตให้กับประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว (Sustainability) กล่าวคือควรเป็นนโยบายที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตทั้งด้านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคุณภาพและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รวมทั้งสร้างแรงจูงใจในการลงทุนในด้านเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา 

ประการที่สอง เป็นนโยบายที่มีความต่อเนื่อง (Continuity) เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในระยะยาวเนื่องจากการปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจเพื่อให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา 

ประการที่สาม เป็นนโยบายที่มีความสอดคล้องกัน (Consistency) ทั้งในระดับของผู้ดำเนินนโยบายมหภาคต่างๆ กล่าวคือผู้ดำเนินนโยบายมองเห็นและดำเนินนโยบายโดยเห็นเป้าหมายเดียวกัน และในระดับของนโยบายใหญ่และนโยบายย่อยที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อไม่ให้ผลหักล้างกันเองหรือไปกันคนละแนวทาง

ประการที่สี่ เป็นนโยบายที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพและประสิทธิผล (Efficiency and Effectiveness) ทำแล้วคุ้มค่า ไม่ก่อให้เกิด Opportunity Loss เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า เรามีทรัพยากรจำกัดไม่ว่าจะเป็นเงินทุน คน รวมทั้งเวลา จึงควรบริหารทรัพยากรเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศสูงสุด

ดังนั้น ไม่ว่าจะดำเนินการใดๆ ก็ตาม จะต้องมีการจัดลำดับความสำคัญว่าสิ่งใดควรจะทำก่อนหลังเช่น การลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ จะต้องเลือกโดยดูความคุ้มค่าของโครงการเป็นที่ตั้ง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มศักยภาพให้แก่ประเทศ 

สำหรับแบงก์ชาติเอง เรามีเป้าหมายหลักคือ มุ่งเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจการเงินที่มีเสถียรภาพและมีพัฒนาการอย่างยั่งยืนและทั่วถึง ผ่านการใช้นโยบายและเครื่องมือต่างๆ นโยบายการเงิน มีเป้าหมายในการดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการสร้างสมดุลในการเติบโตและคำนึงถึงความสามารถในการประคับประคองเศรษฐกิจในอนาคตเมื่อมีความจำเป็นโดยมีเครื่องมือสำคัญคืออัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน ทางด้านนโยบายสถาบันการเงิน มุ่งเน้นให้มีการบริการทางการเงินอย่างทั่วถึงและสามารถแข่งขันได้ภายใต้โครงสร้างของการมีระบบการเงินที่มั่นคง รวมทั้งเพิ่มศักยภาพการสอดส่องดูแลเสถียรภาพระบบการเงินมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันสถาบันการเงินทั้งในและนอกการกำกับของแบงก์ชาติมีความเกี่ยวโยงกันสูงมาก หากเกิดปัญหากับส่วนใดส่วนหนึ่งก็สามารถส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของสถาบันการเงินได้ 

ส่วนนโยบายระบบการชำระเงิน สนับสนุนให้สถาบันการเงินทำหน้าที่เป็นตัวกลางด้านการชำระเงินอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อช่วยสนับสนุนการค้าการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ  อย่างไรก็ดี นโยบายของแบงก์ชาติแม้จะช่วยสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตและเสถียรภาพของเศรษฐกิจและไม่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่ไม่สามารถแก้ไขข้อจำกัดทางด้านการผลิตได้ จำเป็นต้องมีการสอดประสานนโยบายเศรษฐกิจมหภาคจากภาครัฐ ซึ่งมีบทบาทโดยตรงในการเพิ่มศักยภาพของประเทศ ภาครัฐจึงควรให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและการเพิ่มศักยภาพของประเทศในระยะยาวควบคู่กันไป เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ท่านผู้มีเกียรติครับ ผมคิดว่าผมใช้เวลามาพอสมควรตั้งแต่เรื่องของการประเมินภาวะเศรษฐกิจและเศรษฐกิจไทยจนถึงปัญหาข้อจำกัดต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวและนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ดีผมขอใช้เวลาที่เหลือสรุปในช่วงท้ายนี้ว่า ในระยะสั้น ภาวะและแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงปรับตัวและยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนอยู่ ส่วนในระยะยาว หนทางที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตได้อย่างมั่นคงคือ การเตรียมความพร้อมของประเทศทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคน ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งด้านตลาดแรงงานโดยเฉพาะในมิติของ skill mismatch และ productivity ที่เติบโตช้า ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้มีผลลดทอนศักยภาพการเติบโตของประเทศและจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ โดยเฉพาะภาครัฐในส่วนของผู้ดำเนินนโยบายและนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่จะต้องสอดรับกัน มีการสอดประสานกันและมองเห็นเป้าหมายคือประโยชน์สูงสุดต่อประเทศร่วมกันระหว่างผู้ดำเนินนโยบาย ซึ่งจะเป็นหนทางที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ช่วยให้ไทยพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจที่เติบโตด้วยนวัตกรรม ซึ่งท้ายที่สุดจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และความกินดีอยู่ดีของคนไทยได้อย่างมั่นคงไปในคราวเดียวกัน ขอบคุณครับ"

 

ที่มา  http://www.thannews.th.com  สุนทรพจน์   “ผู้ว่า ธปท”  ฉบับเต็ม   เศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก อนาคตประเทศไทย