พ.ศ.2481 แผนกวิชาการบัญชีและพาณิชย์ คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์

เขียนโดย Admin on . Posted in ประวัติของคณะฯ

      ในขณะที่การพาณิชย์และอุตสาหกรรมของชาติไทยเริ่มมีการตื่นตัวและเจริญก้าวหน้า ปัจจัยสำคัญที่จะประกันความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของการพัฒนาบ้านเมืองก็คือ การจัดการและการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทั้งส่วนของภาครัฐและภาคเอกชน เพราะบุคคลที่อยู่ในฐานะผู้จัดการและนักบริหารเป็นผู้ที่จะต้องรับผิดชอบในการที่จะนำเอาทรัพยากรของชาติมาใช้ให้ได้ผลตอบแทนอย่างดีที่สุด ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งจัดการและบริหารก็จะต้องมีความรู้ทางวิชาชีพและประสบการณ์ประกอบกัน

      จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นสถานศึกษาแห่งแรกที่ผลิตบุคลากรสนองความต้องการดังกล่าว

     จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิการบดีในขณะนั้น ได้มีคำสั่งลงวันที่ 22 ตุลาคม 2481 แต่งตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาเป็นผู้วางหลักสูตรการศึกษาวิชาการบัญชีการพาณิชย์และเศรษฐศาสตร์ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดดังกล่าวประกอบด้วย



1.

พระยาไชยยศสมบัติ

ประธานกรรมการ

2.

พระมนูภาณวิมลศาสตร์

กรรมการ

3.

หลวงพรตพิทยาพยัต

กรรมการ

4.

นายอาภรณ์ กฤษณามระ

กรรมการ

5.

นายศิริ ฮุนตระกูล

กรรมการ

6.

นายสุกิจ นิมมานเหมินทร์

กรรมการและเลขานุการ

 

      คณะกรรมการได้เริ่มจัดวางหลักสูตรการศึกษากันเป็นครั้งแรกในวันที่ 30 ตุลาคม 2481 และได้แต่งตั้งให้ท่านพระยาไชยยศสมบัติ เป็นหัวหน้าแผนกวิชาการบัญชีและพาณิชย์ เป็นแผนกวิชาหนึ่งของคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

      การจัดวางหลักสูตรได้ลุล่วงและแผนกวิชาการบัญชีและพาณิชย์ได้เริ่มเปิดสอนครั้งแรกในวันที่ 29 พฤษภาคม 2482 (ในปีต่อมา เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2483 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ประกาศให้แยกแผนกวิชาการบัญชีและพาณิชย์ ออกจากคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ตั้งเป็นแผนกอิสระวิชาการบัญชีและพาณิชย์ ขึ้นตรงต่อมหาวิทยาลัย เช่นเดียวกับแผนกอิสระอื่น ๆ ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2483

      ในขณะนั้นการศึกษาวิชาการบัญชีและพาณิชย์ เป็นของใหม่และแปลกสำหรับชาวจุฬาฯ ซึ่งในขณะนั้นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดสอนระดับปริญญาตรีอยู่เพียง 3 คณะ คือคณะแพทยศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ (โดยคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ถูกโอนไปสังกัดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองตั้งแต่ปี 2477) ประกอบกับในปีเดียวกันนั้น ได้มีพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ.2482 ออกมา กำหนดให้ร้านค้า โรงงานอุตสาหกรรมต้องจัดทำบัญชีขึ้นตามกฎหมาย การศึกษาวิชาวิชาการบัญชีและพาณิชย์จึงเป็นที่สนใจของนิสิตในมหาวิทยาลัยและบุคคลทั่วไปอย่างมาก

      นิสิตการบัญชีและพาณิชย์รุ่นแรกหรือรุ่น 1 ในปี 2482 นั้น มีทั้งรุ่น 1 ปี 1 และรุ่น 1 ปี 2 รวมทั้งสิ้น 88 คน

      รุ่น 1 ปี 1 หมายถึงนิสิตปี 1 ที่สอบมาโดยตรงกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรวมกับนิสิตที่ผ่านปี 1 แล้ว แต่สนใจจะมาเรียนทางการบัญชีและพาณิชย์ ก็มาเรียนได้โดยไม่ต้องสอบโดยโอนมาเรียนปี 1 ได้ทันทีอีกจำนวนหนึ่ง รุ่น 1 ปี 1 นี้มีรวมทั้งสิ้นจำนวนรวม 51 คน

      ส่วนรุ่น 1 ปี 2 หมายถึงนิสิตที่ผ่านปี 2 แล้ว (เกือบทั้งหมดเป็นนิสิตอักษรศาสตร์ บางคนผ่านปี 3 แล้วบางคนก็จบปี 4 แล้ว) สนใจจะมาเรียนการบัญชีพาณิชย์ก็โอนมาเรียนการบัญชีและพาณิชย์ปี 2 ได้ทันที แต่การเรียนจะเรียนวิชาปี 1 และปี 2 ควบคู่กันไป ในส่วนรุ่น 1 ปี 2 นี้มีจำนวนทั้งสิ้น 37 คน

      แผนกวิชาการบัญชีและพาณิชย์ในขณะเริ่มต้นแบ่งเป็น 2 หลักสูตรด้วยกัน คือ หลักสูตรการบัญชี และหลักสูตรการพาณิชย์และเศรษฐศาสตร์ หลักสูตรการพาณิชย์และเศรษฐศาสตร์เรียน 4 ปี ส่วนหลักสูตรการบัญชีเรียน 5 ปี โดยปีที่ 5 เป็นการฝึกงานภาคปฏิบัติ นิสิตการบัญชีต้องผ่านการฝึกงานภาคปฏิบัติในปีสุดท้ายอีก 1 ปี จึงจะถือว่าจบหลักสูตรได้ปริญญาบัตร

      นิสิตรุ่น 1 ปี 2 ที่โอนมาจากนิสิตที่ผ่านปี 2 แล้วถ้าเลือกเรียนการพาณิชย์ก็ต้องเรียนอีก 3 ปี แต่ถ้าเลือกเรียนการบัญชีก็ต้องเรียนอีก 4 ปี

      หลักสูตรการบัญชี 5 ปี มีบัณฑิตเพียงรุ่นเดียวได้ยกเลิกไปในปี 2487 เพราะมีปัญหาจากบัณฑิตที่จบไป หากไปรับราชการจะได้รับเงินเดือนที่เท่ากับบัณฑิตสาขาอื่น ๆ ที่ใช้เวลาเรียนเพียง 4 ปี เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเปรียบบัณฑิตสาขาอื่น (หลักสูตรทางวิชาพาณิชย์ศาสตร์นั้น ในระยะแรกได้สอนหนักไปทางวิชาเศรษฐศาสตร์และระเบียบธุรกิจ โดยเป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกที่สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ตามแนวทางของอังกฤษและอเมริกัน)

      มีบันทึกเอาไว้ว่าบัณฑิตพาณิชย์รุ่นแรกที่จบในปี 2484 มีจำนวน 9 ท่าน บัณฑิตการบัญชีรุ่นแรกที่จบในปี 2485 มีจำนวน 14 ท่าน เมื่อรวมกับบัณฑิตพาณิชย์รุ่น 2 ที่จบในปีนี้อีก 6 ท่าน รวมมีบัณฑิตที่จบในปี 2485 จำนวน 20 ท่าน

      อย่างไรก็ตามนับเป็นบัณฑิตเพียง 2 รุ่นของแผนกอิสระวิชาการบัญชีและพาณิชย์ เพราะในปีต่อมา เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2486 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้สถาปนาแผนกอิสระวิชาการบัญชีและพาณิชย์ขึ้นเป็นคณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี ท่านศาสตราจารย์อุปการคุณพระยาไชยยศสมบัติ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการในตำแหน่งคณบดี หรือเรียกว่าคณบดีกิตติมศักดิ์ (ขณะนั้นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีอยู่ 5 คณะด้วยกัน ได้แก่คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี โดยที่คณะแพทยศาสตร์ แผนกเภสัชศาสตร์ แผนกทันตแพทยศาสตร์และแผนกสัตวแพทยศาสตร์ได้แยกไปสังกัดมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ซึ่งอยู่ในสังกัดกระทวงสาธารณสุขในปี 2485)

      ท่านคณบดี (พระยาไชยยศสมบัติ) ลาออกจากตำแหน่งครั้งหนึ่งในปี 2492 ในช่วงที่ได้รับการแต่งตั้งทางการเมืองเป็นวุฒิสมาชิก โดยทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้แต่งตั้งคณบดีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มารักษาการแทน

      เมื่อท่านพ้นจากตำแหน่งวุฒิสมาชิก ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงแต่งตั้งท่านกลับเข้ามาในตำแหน่งอีกครั้งในปี 2494 จนกระทั่งปี 2506 ท่านจึงได้รับเงินประจำตำแหน่งคณบดี และทางสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีมติแต่งตั้งท่านเป็นศาสตราจารย์อุปการคุณในเวลาต่อมา

      ท่านพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2507 รวมเวลาที่ดำรงอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของคณะกว่า 24 ปี และนับเป็นผู้มีคุณูปการกับคณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชีของเราอย่างสูงสุด

 


      การที่คณะฯ มีหลักสูตรพาณิชย์ที่สอนเน้นหนักทางเศรษฐศาสตร์มาตั้งแต่แรกนั้น ประกอบกับความตื่นตัวและการมองเห็นความสำคัญของวิชาการแขนงนี้ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ทำให้มหาวิทยาลัยอนุมัติให้คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีเปิดแผนกวิชาเศรษฐศาสตร์ขึ้นในปี 2494 หลักสูตร 4 ปี ผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญาเศรษฐศาสตร์บัณฑิต จนกระทั่งในปี 2516 สภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รวมแผนกวิชาเศรษฐศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีกับแผนกวิชาการคลัง คณะรัฐศาสตร์ ยกฐานะขึ้นเป็นคณะเศรษฐศาสตร์

 

 

      คณะฯเปิดสอนครั้งแรกในปี 2482 โดนเป็นแผนกวิชาการบัญชีและพาณิชย์ ของคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ปีถัดมา 2483 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประกาศตั้งเป็นแผนกอิสระวิชาการบัญชีและพาณิชย์ 3 ปีต่อมา คือในปี 2486 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงสถาปนาแผนกอิสระวิชาการบัญีและพาณิชย์เป็นคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2486

      กระนั้นก็ตามคณะฯ ก็ยังใช้อาคารเรียนของคณะอักษรศาสตร์อยู่ประกอบกับอยู่ในช่วงของสงคราม งบประมาณขาดแคลน อาคารเรียนหลังแรกของคณะฯ สร้างขึ้นระหว่างสงครามเป็นอาคารเรียนชั้นเดียวมุงจาก กว้างราวๆ 6-8 เมตรยาวประมาณ 40 เมตร เป็นอาคารเรียนที่ไม่สามารถเปรียบเทียบกับอาคารเรียนของสถาบันใดได้เลย แต่ทว่าชาวคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีในยุคนั้นก็มีความปลาบปลื้มปีติและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งกับอาคารเรียนของตนเองถึงกับขนานนามว่า “กระท่อมสีฟ้า”

 

“ตึกเรียนของบัญชีโดยเฉพาะยังไม่มีเราอาศัยเรียนในตึกอักษรศาสตร์ ใช้ตึกทั้งปีกเลยทีเดียวความที่พวกเราบัญชีมีมากกว่า บางครั้งจึงดูคล้ายกับว่าเป็นเจ้าของตึกเสียเอง อย่างไรก็ดีเราก็สนิทกับพวกพี่ ๆ เพื่อน ๆ อักษรศาสตร์มากเหมือนกัน...”

คุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต รุ่น 3

 

“จบจากเตรียมฯ ก็ขึ้นเป็นนิสิตบัญชีในต้นปี 2487...ขณะนั้นยังอยู่ในภาวะสงครามพันธมิตรเริ่มบุกทางอากาศ.. ห้องเรียนปี 1 ไม่ได้เรียนที่ตึกอักษรศาสตร์ เขาปลูกเรือนหลังยาวให้พวกเราเฟรชชี่ไว้เรียนโดยเฉพาะ แต่เราก็เรียกกันเสียโก้ว่า ตึกจาก เมื่อขึ้นปี 2 จึงได้ไปเรียนที่ตึกอักษรศาสตร์และในระหว่างนั้นก็มีการก่อสร้างตึกคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีขึ้นใหม่เป็นตึก 2 ชั้น มีตราเภตราพิมพ์สีฟ้าอยู่หน้าตึกสวยงามมาก...”

สุเมธ สัมมัตตัวนิช รุ่น6

 

“โดยเหตุที่ท่าน (พระยาไชชยศสมบัติ) ไม่ชอบที่จะไปต่อรองงบประมาณกับคณะอื่นในมหาวิทยาลัย ดังนั้นอาคารหรือบริเวณจึงมีจำกัด เริ่มด้วยการมีอาคารแรกของคณะฯ เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวมุงหลังคาจาก หลังตึกอักษรศาสตร์หลังแรก เพราะสร้างในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งได้ใช้งานเพียงปีสองปี มหาวิทยาลัยก็ปิดเพราะภาวะสงครามและหลังจากนั้นก็ใช้ไม่ได้ต้องกลับไปอาศัยอาคารอักษรศาสตร์อยู่อีกถึง 4 ปี”

ศาสตรจารย์กิตติคุณ เติมศักดิ์ กฤษณามระ รุ่น 7

 

      ตึกเรียนถาวรหลังแรกของคณะฯ สร้างเสร็จในปี 2492 ด้วบงบประมาณ 1 ล้านบาทเป็นตึก 2 ชั้นนับเป็นตึกเรียนประจำคณะฯ ที่เล็กที่สุดในจุฬาฯ (ปัจจุบันรื้อถอนไปแล้ว ตั้งอยู่ที่บริเวณหน้าตึกบรมราชกุมารีในปัจจุบัน) แต่นิสิตทั้ง 4 ชั้นปี สามารถศึกษาร่วมกันภายในอาคารเดียว และบรรดาอาจารย์ประจำก็ไม่ต้องเดินไปเดินมาระหว่างตึกอักษรศาสตร์และเรือนจากอีก...ชาวบัญชีในยุคนั้นพากันขนานนามตึกน้อยหลังนี้ว่า “เภตราทิพย์”

 

      เมื่อเข้าไปเรียนในคณะบัญชีปี 1 ในปี 2491 นั้น เรือนไม้หลังคาจากที่มองเห็นอยู่ท่ามกลางดงหญ้าคาและต้นมะขวิดนั้น ทั้งพื้นและฝาไม้ผุพัง หลังคารั่วเพราะทิ้งร้างไว้ใช้การไม่ได้...."ตึกบัญชีหลังแรกผุดขึ้นท่ามกลางดงหญ้าคาหลังตึกอักษรศาสตร์ มีท้องร่องที่มีจอกและแหน เพราะครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นสวนฝรั่ง แต่เมื่อไม่ได้ทำประโยชน์ก็เหลือแต่ต้นมะขวิดและดงหญ้าคา พวกเราภาคภูมิใจมากที่เรามีที่อยู่ของเราเอง เป็นตึกที่มีขนาดเล็กที่สุดในจุฬาฯ แต่กระนั้นก็ยังใหญ่พอที่จะแบ่งสองห้องให้เป็นที่เรียนของคณะรัฐศาสตร์...”

กฤษเนตร พันธุมโพธิ รุ่น 9

 

“ข้าพเจ้าเข้าจุฬาฯ ปี 2491 พอปี 2492 ตึกบัญชีหลังน้อยก็สร้างเสร็จตรงกลางระหว่างตึกอักษรศาสตร์เดิมกับตึกบัญชีมีเรือนไม้อยู่เรือนหนึ่งเคยเป็นที่เรียนของพวกบัญชีกลายเป็นที่ซ้อมฟันดาบของพวกเรา....
“เดือนกันยายน 2531 ข้าพเจ้าเดินจากตึกอักษรศาสตร์ เดินกลับมายังตึกอักษรศาสตร์ใหม่ เพื่อจะได้หยุดมองตึกอักษรศาสตร์เล็ก ๆ ที่ลบตัวหนังสือที่บอกว่าตึกคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีของเราออกไปให้เต็มตาอีกครั้ง คนที่ขับรถผ่านตึกที่ใช้เป็นที่เรียนของแผนกศิลปการละครของคณะอักษรศาสตร์ตึกนี้ คงไม่ทันได้มองเห็นว่าเป็นตึกอะไรกันแน่เพราะเมื่อต้นไม้ในบริเวณนี้แผ่กิ่งก้านสาขากันเต็มที่ตึกหลังนี้ก็ดูเล็กลงไปจนแทบไม่เห็นความสำคัญ”

รัตนะ ยาวะประภาษ รุ่น 9

 

“ท่านอาจารย์เจ้าคุณฯ ได้ขอที่ดินของมหาวิทยาลัย รวมเนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ เพื่อสร้างอาคารเรียนใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2502 แต่การก่อสร้างอาคารเรียนแห่งนี้ซึ่งก็คือที่ตั้งของคณะฯ ในปัจจุบัน มีอุปสรรคหลายประการ เนื่องจากเป็นชุมชนของชาวสามย่าน ผู้เช่าไม่ยอมออกจากที่ดิน เกิดการฟ้องร้องโดยกระบวนการยุติธรรมอยู่สี่ปีก็ยังไล่ที่ไม่ได้ จนเกิดเหตุการณ์อัคคีภัยเพลิงไหม้บ้านของชุมชนที่เหลืออยู่จนเกือบหมดสิ้น เป็นเหตุให้ทางผู้อยู่อาศัยกล่าวหาว่าทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รู้เห็นในการเกิดอัคคีภัยครั้งนั้น ชาวบ้านที่มีอาวุธครบมือก่อการประท้วง เข้าล้อมตึกอธิการบดีและทำลายทรัพย์สินอาคารสำนักงานเลขาธิการของจุฬาฯ นิสิตจุฬาฯ หลายคนที่ผ่านไปมาถูกทำร้ายหรือด่าว่าเสียดสีต่างๆ นานา”

ศาสตราจารย์กิตติคุณ เติมศักดิ์ กฤษณามระ รุ่น 7

 

      งบประมาณที่คณะฯ ได้รับในปี 2502 นั้น สามารถก่อสร้างได้เฉพาะ “ตึกหนึ่ง” คืออาคารไชยยศสมบัติ 1 เท่านั้น จนกระทั่งในปี 2509 คณะฯ จึงได้งบประมาณเพิ่มเติมจนสามารถสร้างอาคารไชยยศสมบัติ 2 และอาคารไชยยศสมบัติ 3 ได้

“พวกเราเข้าเรียนในคณะฯ ในปี 2502 ท่านเจ้าคุณฯ เป็นคณบดี...ใน 186 คน ของพวกเรามีหลายแบบ บางคนบ้าเรียน บางคนบ้ากีฬา บางคนบ้าร้องเพลงเชียร์ บางคนบ้าเป็นดาราหน้ากล้อง ฯลฯ...


“ผ่านปี 1 ไปได้ พวกเราที่ขึ้นมาเรียนปี 2 ถูกส่งไปเป็นผู้บุกเบิก เฝ้าตึกใหม่ที่สร้างขึ้นที่สามย่านแทนตึกบัญชีเก่า ตึกใหม่ของเรามีห้องใต้ดินด้วย และเนื่องจากเป็นนิสิตปีเดียวที่ถูกส่งมาเรียนที่ตึกใหม่ พวกเราจึงมีเสรีภาพกันอย่างกว้างขวาง ระยะทางจากตึกเก่าและตึกใหม่ของเราถ้าเดินไป-กลับก็ประมาณ 4 กิโลเมตร การที่เรายังต้องเรียนบางวิชาที่ตึกเก่า บางวิชาที่ตึกใหม่ โดยที่ต้องเดินไปๆ มาๆ ทำให้รู้สึกน้อยใจว่าพอเราขึ้นปี 2 ก็ไม่มีใครรัก ต้องเดินผ่านสลัม เล้าหมู เล้าเป็ด แถวสามย่าน...”

รุ่น 20

 

“พอเราเข้าเป็นน้องใหม่ สดใสได้เพียงปีเดียว ยังไม่ทันหายเห่อจุฬาฯ เลย พอขึ้นปี 2 เราต้องย้ายเข้ามาเรียนที่ตึกใหม่ที่สามย่านบ้างบางวิชา ความรู้สึกของพวกเราขณะนั้น มีความรู้สึกว่ามันไกล๊ไกล บ้านน้อกบ้านนอก ใครๆ ก็เรียกกันว่านอกเมือง พวกนอกเมืองก็มี บัญชีกับรัฐศาสตร์ เวลาจะไปตึกเก่าหรือเข้าไปในจุฬาฯ ก็เรียกว่าไปในเมือง ตอนนั้นพวกเราไม่ค่อยอยากย้ายไปอยู่ตึกใหม่เท่าไหร่ ทั้งๆ ที่ตึกใหม่ของเรานั้นใหญ่โต มีอาณาบริเวณกว้างขวางกว่าตึกเก่าตั้งแยะ แต่เราคิดถึงห้องเรียนเก่าของเราที่ตึกอักษรศาสตร์ คิดถึงโรงอาหารที่มีอาหารอร่อยๆ คิดถึงโรงไม้กลางสระน้ำที่เป็นทั้งห้องพักนักกีฬา ห้องพยาบาล และเวทีรำวงเวลามีงานรับน้อง ระยะแรกๆ เราต้องไปเรียนตึกเก่าบ้าง ตึกใหม่บ้าง เวลาจะไปจะมาแต่ละทีต้องผจญภัยกันหลายรูปแบบ ต้องบุกป่าฝ่าดง (ป่าละเมาะตรงศาลาพระเกี้ยวปัจจุบัน) ข้ามหนองน้ำ ลำธาร (ธารน้ำครำ เฉอะแฉะ) ผ่านเมืองร้าง (ซากปรักหักพังของบ้านเรือน ซึ่งเพิ่งจะรื้อถอนไปได้ไม่นาน ฐานส้วมผุๆ พังๆ ปรากฏให้เห็นเป็นระยะ เป็นที่ติดตามาถึงปัจจุบัน บางครอบครัวยังไม่ยอมไปง่ายๆ ก็ทู่ซี้อยู่ทั้งๆ ที่ไม่มีหลังคาหรือฝาบ้านก็มี บางคนย้ายไปแล้วก็ยังวนเวียนกลับมาขุดคุ้ยหาของเก่าก็มาก)

“ผ่านโรงนึ่งปลาทู เล้าเป็ดเล้าไก่ เล้าหมู ต้องผจญภัยสัตว์ดุร้าย (ห่านที่วิ่งมาจิกเวลาเผลอ) ที่น่าตื่นเต้นมากที่สุดก็คือผัวเมียโรคเรื้อนคู่หนึ่งซึ่งไล่เท่าไหร่ๆ ก็ไม่ยอมไป ทั้งๆ ที่เพิงพักของแกเหลือฝาอยู่ไม่กี่ด้าน พวกเราต้องผ่านหน้าบ้านแกทุกวัน ถ้าใครขืนไปทำท่าแสดงอาการรังเกียจหรือกลัว แกจะแกล้งเฉียดเข้ามาใกล้ๆ หรือทำจะมาพูดคุยด้วย พวกเราก็วิ่งกันกระเจิง ความจริงทางอื่นก็พอจะมีให้เดินแต่ทำไมจึงไม่เดิน จำเพาะต้องมาเดินผ่านหน้าบ้านแกทุกวันก็ไม่รู้สิ ตอนหลังพวกเรารู้แกวเวลาเดินผ่านก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ คุยไปตามธรรมดาเหมือนไม่สนใจ แต่ความจริงเดินกันคอแข็ง ตางี้คอยชำเลืองแกตลอดเวลา...


“ดูเอาเถอะกว่าจะถึงตึกใหม่แต่ละวัน...พอมาถึงตึกใหม่ต้นไม้ยังไม่โต แดดร้อนเปรี้ยง พวกเราต้องไปรวมกันอยู่ที่ห้องใต้ดิน...”

รุ่น 21

 

       หรืออาคารไชยยศสมบัติ 1 นั้น เป็นเพียง 1 ใน 3 ส่วน หรือ 1 ใน 3 ตึกของแผนผังอาคารที่ออกแบบเอาไว้ เนื่องจากในห้วงเวลานั้นคณะฯ มีความจำเป็นในการใช้จ่ายงบประมาณเร่งด่วนในด้านต่างๆ
      ปี 2506 ภายใต้การประสานงานของศาสตราจารย์กิตติคุณ บัณฑิต กันตะบุตร หัวหน้าแผนกวิชาสถิติ องค์การ USOM ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ได้ให้ความช่วยเหลือมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ IBM 1620 แก่คณะฯ ซึ่งนับเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกในประเทศไทย และอาคารศูนย์คำนวณสถิติ (ตึก 9) ก็ก่อสร้างจนเสร็จตามโครงการในปี 2507 ในปีนี้เอง คณะฯ ก็ได้รับงบประมาณสำหรับอาคารแผนกสถิติอีกหลังหนึ่ง (ตึก 4) การก่อสร้างเสร็จสิ้นในปี 2508

      ในปี 2509 คณะฯ ก็ได้งบประมาณก่อสร้างอีก 2 ใน 3 ส่วน ที่ต่อจากอาคารไชยยศสมบัติฯ ที่ค้างเอาไว้ เป็นอาคารไชยยศสมบัติ 2 และอาคารไชยยศสมบัติ 3 การก่อสร้างเสร็จสิ้นในปี 2510 กลายเป็นอาคารสามหลังต่อเชื่อมกันเป็นรูปตัว U แทนที่จะเป็นรูปตัว H ตามแบบแผนผังอาคารที่ออกแบบไว้แต่เดิมส่วนตึก 5 ที่อยู่ใกล้เคียงกับตึก 4 ใช้เป็นที่เรียนของนิสิตทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท นับเป็นตึกรุ่นหลังที่ก่อสร้างด้วยงบประมาณปี 2513 และเสร็จสิ้นในปี 2514

      อย่างไรก็ตามทั้งตึก 4 และตึก 5 รวมทั้งหอประชุมสถิติ ปัจจุบันถูกแทนที่ด้วยอาคารมหิตลาธิเบศร์แล้ว ส่วนตึก 9 หรืออาคารศูนย์คำนวณสถิติซึ่งเป็นตึกหลังแรกของภาควิชาสถิติและเป็นที่ตั้งของเครื่องคอมพิวเตอร์ IBM 1620 นั้น ทางคณะฯ ได้ปรับปรุงเป็นอาคารศูนย์คอมพิวเตอร์ และตั้งชื่อว่า “อาคารบัณฑิต กันตะบุตร” เพื่อเป็นการระลึกถึงท่านในฐานะเป็นผู้บุกเบิกวิชาการด้านคอมพิวเตอร์ IT