เที่ยวไทยแบบ VIP

เขียนโดย Admin on . Posted in ท่องเที่ยว

      เป็นเทศกาลตรุษจีนที่ไม่สดใสเอาเสียเลย เศรษฐกิจมีปัญหาไปทั่ว โดยเฉพาะที่อเมริกาต้นตอของ crisis ในรอบนี้ แล้วก็แผ่ไปทั่วทั้งโลก ยักษ์เยอรมัน และเกือบทุกประเทศในยุโรป ลามข้ามมาเอเชีย เกาหลี ญี่ปุ่นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ หรือเสือรุ่นหลังอย่างอินเดีย จีน ก็ไม่เข้าข้อยกเว้น แม้ประเทศเล็กเศรฐกิจแข็งแกร่งเพื่อนบ้านเราสิงโปร์ รอบนี้ก็โดนเต็มๆ

 

 

      ของเราเองเที่ยวนี้ต่างจากเมื่อครั้งปี 2540 ตรงที่สถาบันการเงินสถานะยังนับว่าแข็งแรงดี งบดุลของประเทศก็ถือว่ายังดูดีอยู่ แต่ที่กระทบมากชัดเจนเป็นภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งได้รับผลจระทบจากโลกภายนอก อีกส่วนก็เพราะเราทำตัวเราเอง ทั้งหลายทั้งปวงมีผลทำให้สภาพเศรษฐกิจของเราอยู่ในภาวะซบเซาต่อเนื่องมาตั้งแต่ไตรมาสสี่ปีก่อน กำลังซื้อหดหาย กำลังใจหดตัว ขาดพลังขับเคลื่อน โดยไม่รู้ว่าจะมีกำหนดการกลับมาคึกคักได้อีกเมื่อไร ได้แต่หวังว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ทำให้ได้รัฐบาลผสมกันใหม่ จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น

      ถึงกระนั้น พวกผม(ผู้เขียน)กลุ่มหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วย วิศวะ บัญชี มีเภสัชแซมอยู่ 1 รวมครบโหลพอดี ยังมีกระจิต พร้อมใจกันเบี้ยวงานในช่วงตรุษจีน เพื่อกิจกรรม "เที่ยวไทยแบบ VIP" ร่วมกัน

      จุดหมายของเราอยู่ที่ สุราษฎร์ธานี " เมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ ใข่แดง แหล่งธรรมะ ชักพระประเพณี" ซึ่งเป้าหมายแท้จริงแล้วอยู่ที่ "เขื่อนเชี่ยวหลาน"

      ที่สนามบินจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีรัฐศาสตร์ "เจ้าถิ่น" กับพักพวกของพวกเราอีก 2-3 คน คอยรับพวกเราอยู่ เที่ยวบินเที่ยวเช้า delay ไปเป็นชั่วโมงเหตุเพราะหมอกจัดที่ดอนเมือง ทำให้ถึงสุราษฎร์เอาก็เกือบเที่ยงแล้ว เมื่อถึงจึงไม่ต้องคิดอะไรมาก ขอข้าวเที่ยงก่อนเลย เพราะสำหรับบางคนจะเป็นมื้อแรกของวัน ของว่างบนเครื่องก็มีให้แต่ก็ดาษเต็มที

      เจ้าถิ่นเตรียมมื้อเที่ยงไว้ต้อนรับพวกเราไว้แล้วที่ร้านอาหารริมน้ำแห่งหนึ่งในอำเภอพุนพินที่อยู่ห่างออกไปไกลพอประมาณ คณะของเรารวมกันทั้งหมดแล้วก็เป็นคณะขนาดกลางๆ แต่ดูใหญ่โต ไปไหนมาไหนด้วยรถตู้ 3-4 คัน เป็นขบวน มีรถนำ เป็นแขก VIP ของสุราษฎร์ธานี จนผมรู้สึกเขินๆพิกล

      ร้าน "ครัวริมน้ำ" ที่เจ้าถิ่นเลือกสรรเอาไว้รับรองพวกเรา เจ้าของร้านเป็นกำนันหญิงน้องสาวของผู้มีชื่อเสียงในบ้านในเมือง ร้านตั้งอยู่ริมสายน้ำห่างไกลชุมชน บรรยากาศเงียบสงบเย็นสบาย แม้จะเป็นเที่ยงแก่ๆ ของวันปลายฤดูหนาวเต็มทีแล้ว

      ไม่ผิดหวังที่อุตส่าทนหิวขับรถมาตั้งไกล อาหารอร่อยถูกปาก เน้นไปทางอาหารทะเล โดยเฉพาะปลาปลาทั้งหลาย จานเด็ดสุดสำหรับผมก็นี่เลย ปลาดุกทะเลผัดเผ็ด...ผลไม้ล้างปากล้างคอก็หวานได้ใจ พวกเราเกือบทุกคนก็เลยกินกันแบบเหมือนจะควบ 3 มื้อปานนั้น

      เสร็จจากมื้อเที่ยงเอาก็บ่ายแต่ยังไม่คล้อย เจ้าถิ่นเตรียมโปรแกรมไว้ยังไม่ให้เข้าเขื่อน แต่พวกเราตกลงเป็นมติว่า จะขอไปเยี่ยมเยือน "สวนโมกข์" แต่เพียงอย่างเดียวสำหรับบ่ายนั้น โปรแกรมอื่นก็ตัดออกไป โดยมีเหตุผลน่าฟังว่า หลังจากอิ่มท้องมื้อเที่ยงแล้วก็ขอไปอิ่มธรรมกันหน่อย (ทำนองนั้น)

      สวนโมกข์อยู่ไกลออกไป ต้องผ่านอีกหลายขอบอำเภอ.. จึงได้เวลานั่งรถชมเมือง

      สุราษฎร์ธานีเป็นจังหวัดใหญ่สังกัดภาคใต้ตอนบน มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของประเทศ แต่จำนวนประชากรนับว่าเบาบางอันดับ 64 มีผู้แทนได้ 6 คนเท่ากับจังหวัดเล็กอย่างนนทบุรี ปทุมธานี ฯลฯ สภาพภูมิประเทศหลากหลายทั้งที่ราบสูง เทือกเขาสลับซับซ้อน ที่ราบชายฝั่ง รวมทั้งเกาะแก่งจำนวนมาก เกาะใหญ่ที่เป็นที่รู้จักเช่น เกาะสมุย เกาะพะงัน หมู่เกาะอ่างทอง

      สุราษฎร์ธานีจัดเป็นเมืองเกษตรกรรม พื้นที่กว่า 45% เป็นพื้นที่เกษตร ไปไหนมาไหนแลเห็นแต่สวนยางและป่าไม้ เป็นจังหวัดที่มีการปลูกยางพารามากที่สุดในประเทศไทย นอกจากนั้นก็เป็นการทำปศุสัตว์ ประมง เหมืองแร่ และอุตสาหกรรรม

"วัดสวนโมกข์"

      สวนโมกขพลาราม หรือวัดธารน้ำไหลแต่เดิม เป็นสำนักสงฆ์ที่สร้างขึ้นตามเจตนารมณ์ของ พระธรรมโกษาจารย์ พุทธทาส อินทปัญโญ เมื่อปี พ.ศ. 2475 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย ตั้งอยู่ในอำเภอไชยา...

      ขบวนรถของคณะเราใช้เวลาชั่วโมงเศษก็ถึงไชยาอย่างรวดเร็ว คงเป็นเพราะพวกเรามีความตั้งใจที่จะมาเยี่ยมคารวะธุลีร่างของท่านพุทธทาสภิกขุในวัดแห่งนี้เป็นแน่แท้

      ที่วัด ภายในวัดสงบร่มรื่น เป็นสถานที่เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม คำว่า"สวนโมกข์"เป็นคำเรียกติดปาก ส่วนคำเต็มคือ "สวนโมกขพลาราม" คำว่าสวนโมกขพลาราม หมายถึง สวนป่าอันเป็นพลังแห่งการหลุดพ้น

      มีพระผู้ใหญ่นำคณะเราเยี่ยมชมสถานที่ อธิบายรายละเอียดความเป็นมาเป็นไปต่างๆ เกี่ยวกับท่านพุทธทาส และสิ่งที่ท่านสร้างขึ้น ณ วัดแห่งนี้ ตลอดจนผลงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสุภาษิต คำคม บทกวี คติธรรม ที่เปี่ยมล้นคุณค่า ที่ท่านทิ้งไว้ให้แก่คนรุ่นหลัง

มองแต่ในแง่ดีเถิด

เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา

จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่

เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู

ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย

จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว

อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย

เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า เสียเปล่าเลย

ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง

 

********************************

 

มีโดยไม่ต้องเป็น "ของกู"

ถ้าจะอยู่ ในโลกนี้ อย่างมีสุข

อย่าประยุกต์ สิ่งทั้งผอง เป็นของฉัน

มันจะสุม เผากระบาล ท่านทั้งวัน

ต้องปล่อยมัน เป็นของมัน อย่าผันมา

 

เป็นของกู แห่งอำนาจ ของตัวกู

มันจะดู วุ่ยวาย คล้ายคนบ้า

อย่างน้อยก็ เป็นนกเขา เข้าตำรา

มันคึกว่า "กู...ของกู" อยู่ร่ำไป

 

จะหามา มีไว้ ใช้หรือกิน

ตามระบิล อย่างอิ่มหนำ ก็ทำได้

โดยไม่ต้อง มั่นหมาย ให้อะไร

ผูกยึดไว้ ว่า"ตัวกู" หรือ"ของกู"

 

ท่านผู้ใด ว่างได้ ดังว่ามา

ไม่มีท่า ทุกข์ทน หม่นหมองศรี

"ศิลป" ในชีวิต ชนิดนี้

เป็นเคล็ดที่ ใครคิดได้ สบายเอย...

 

@@@@@@@@@@@@@

 

การโกรธคนอื่นเขา

ก็เท่ากับจุดไฟเผาตัวเองก่อนแล้วตั้งนาน

 

@@@@@@@@@@@@@

 

ยิ่งเจริญก็ยิ่งบ้าด้วยวัตถุ

ยิ่งบ้าก็ยิ่งเห็นว่าวัตถุเป็นความเจริญ

 

@@@@@@@@@@@@@

 

แก้ปัญหาทางวัตถุ โดยไม่แก้ปัญหาทางจิต

ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งหลาย

เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

มันเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ

 

@@@@@@@@@@@@@

 

ธรรมะคือธรรมชาติ จงเป็นอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ

ก็จะง่ายในการรู้ธรรมะไปตั้งแต่ต้นทีเดียว

 

@@@@@@@@@@@@@

 

      บางคนของพวกเรา จากวัดสวนโมกข์พร้อม "เต้าส้อ" ของฝากติดมือที่ซื้อจากร้านค้าหน้าวัดสวนโมกข์นั่นเอง

      คณะของเราออกจากวัดสวนโมกข์เมื่อบ่ายคล้อยแล้ว ขากลับผ่านสนามบินเราแวะรับวิศวะอีกคน "เจ้าภาพ" ที่บินตามมาในเที่ยวเย็น "จ้าถิ่น" ส่งต่อให้ "เจ้าภาพ" เจ้าภาพนำคณะเราเข้าเขื่อนเชี่ยวหลานพร้อมกัน

"เขื่อนเชี่ยวหลาน"

 

      เข้าถึงเขื่อนก็มืดค่ำแล้ว ที่เขื่อน มีชาวเขื่อนคอยต้อนรับคณะของเราอยู่อย่างแขกพิเศษ VIP การเลี้ยงรับรองได้ตระเตรียมการไว้สำหรับแขกพิเศษ มีการแนะนำตัวและสร้างความคุ้นเคยเป็นกันเองด้วย

KARAOKE พอประมาณ ก่อนแยกย้ายเข้าที่พักที่ที่เราจะอยู่ที่นี่อีก 2 วัน

 

 

      "เจ้าภาพ"จัดให้คณะเราได้พักในบ้านรับรองของทางเขื่อน บ้านพักสร้างขึ้นบนเกาะของอ่างเก็บน้ำ ทิวทัศน์สวยงาม คืนนั้นผมกับเพื่อนอีก 4-5 คน เข้านอนหลังสุด นั่งจับกลุ่มคุยกันถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้

เรื่องความหลังครั้งยังเรียนหนังสือ เรื่องนู้นเรื่องนั้น จนดึกดื่นเหลือสองสหายเกือบรุ่งสางจึงได้เข้านอน

 

 

      เช้าต้องลุกจากเตียงแต่เช้า เพื่อให้ทันอาหารเช้าที่จัดเตรียมไว้ให้ตอน 7 โมง และออกรอบ(กอล์ฟ)..

เช้านั้นรู้สึกยังกับว่ากับว่ายังไม่ได้หลับนอนเลย..

 

      ถึงกระนั้น ยามเช้าของที่นี่ก็ทำให้ผมสดชื่นได้ ทุกอย่างช่างสวยงาม อากาศเย็นสบาย(เฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 26 องศาเซลเชียส) สะอาดบริสุทธิ์อย่างรับรู้ได้ด้วยทุกลมหายใจ

      กวาดสายตาไปรอบทิศ ภาพที่เห็นล้วนเป็นเทือกทิวเขา สีเขียวขจี เขื่อนและอ่างเก็บน้ำทำให้ที่นี่ดูยิ่งใหญ่ สนามกอล์ฟเป็นฉากที่ทำให้ภาพทั้งหมดสวยงามเหนือจินตนาการ

      ดีกว่านี้คงไม่มีแล้ว....

      "เขื่อนรัชชประภา" เป็นชื่อพระราชทาน มีความหมายว่า แสงสว่างแห่งราชอาณาจักร เป็นเขื่อนหินถมแกนดินเหนียว สูง 94 เมตร ยาว 761 เมตร มีพื้นที่อ่างเก็นน้ำ 185 ตารางกิโลเมตร ที่ประกอบด้วยเกาะแก่งจำนวนมาก ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 80,000 กิโลวัตต์ จำนวน 3 เครื่อง

      มีชื่อเดิมก่อนสร้างเสร็จว่า เขื่อนเชี่ยวหลาน สร้างปิดกั้นลำน้ำคลองแสง ที่บ้านเชี่ยวหลาน ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เริ่มก่อสร้างในเดือนกุมภาพันธ์ 2525 แล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2530

      เขื่อนรัชชประภาเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติตามที่รัฐบาลจัดถวาย เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ และรัชมังคลาภิเษกในปี 2530

"กุ้ยหลินเมืองไทย"

      วันที่สองที่เขื่อนรัชชประภา หลังจากออกรอบซ้ำสองอีกวันในตอนเช้าแล้ว คณะของเราที่เหลือ(ส่วนหนึ่งขอกลับไปไหว้ตรุษจีน) ยังมีทริปพิเศษอีกทริปหนึ่งที่ผมขอให้"เจ้าภาพ"จัดให้ มิฉะนั้นทริปเชี่ยวหลานครั้งแรกของผมคงไม่สมบูรณ์แบบ แล้วเจ้าภาพก็ "จัดให้"ตามคำขอ ด้วย Speed Boat ของทางเขื่อน ให้ได้ชมความงดงามของ "กุ้ยหลินเมืองไทย" ได้อย่างรวบรัดและรวดเร็ว

      ผลจากการสร้างเขื่อนรัชชประภา ก่อให้เกิดอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ยักษ์เหนือเขื่อน เป็นทะเลสาปขนาด 185 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ที่อยู่ในเขตวนอุทยานแห่งชาติเขาศก และเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีจุดท่องเที่ยวมากมาย และแหล่งประมงที่อุดมไปด้วยปลาเศรษฐกิจ อันได้แก่ ปลาชะโด ปลาแรด ปลากด

      ลักษณะภูมิประเทศของทะเลสาป ประกอบไปด้วยเกาะใหญ่น้อยกว่า 160 เกาะ ขนาดต่างๆ ที่มีลักษณะพิเศษเป็นเกาะหินปูนสูงชันเรียงรายสลับกันไปมาสุดลูกหูลูกตาสวยงามดังภาพในความฝัน ล้อมรอบด้วยพื้นน้ำสีเขียวมรกต ดั่งสีน้ำทะเล ภูมิทัศน์สวยงามยิ่งโดยเฉาะหากได้มองจากมุมสูงจะยิ่งงดงามเป็นที่สุด จนได้รับสมญานามว่า "กุ้ยหลินเมืองไทย" เกิดอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของท้องถิ่นที่ชุมชนท้องถิ่นหวงแหนยิ่ง เป็นการจัดการให้อยู่ร่วมกันระหว่างเขื่อน และชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจาการสร้างเขื่อน ซึ่งเป็นภาระกิจสำคัญอย่างหนึ่งของผู้บริหารเขื่อนในการทำมวลชนสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง

      พวกเราจากเขื่อนเชี่ยวหลานอย่างอ้อยอิ่ง ด้วยความรู้สึกอยากมีเวลากับที่นี่ต่ออีกสักวันสองวัน แต่ด้วยภาระหน้าที่รับผิดชอบที่คอยแต่ละคนอยู่ ทำให้ต้องทำใจจากมาด้วยความประทับใจ ตั้งใจไว้ว่า...อีกไม่นานจะกลับมาอีก