เที่ยวต่างประเทศ ปักกิ่ง

เขียนโดย Admin on . Posted in ท่องเที่ยว

 ต้นเดือนกันยายน 2552 ผมมีโอกาสไปทัวร์ปักกิ่งกับคณะของ "ซีมะโด่งทัวร์" (ซีมะโด่งเป็นคำเรียกชาวหอจุฬาฯครับ) คณะทัวร์ไม่เล็กไม่ใหญ่ 32 คน (ชอบเลขนี้เสียด้วย) ประกอบด้วยสมาชิกจากหลากหลายคณะ หลากหลายวัย มีพ่วงสมาชิกครอบครัวด้วยบ้าง ที่เป็นบัญชีมีด้วยกัน 6 คน มากเป็นที่สองรองจากสถาปัตย์ มีอาจารย์จุฬาฯอยู่หลายท่าน

 

 

      พวกเราเลือก Flight เที่ยวดึกหลังเที่ยงคืน นอนบนเครื่อง เพื่อถึงปักกิ่งตอนเช้าตรู่ของที่นั่น แล้วก็เริ่มรายการทัวร์กันเลย


      โปรแกรมแรกก็เริ่มกันที่ราชวังต้องห้ามกันเลย แล้วก็ต่อด้วยจัตุรัสเทียนอันเหมินที่อยู่ติดกัน ที่ที่ เหมา เจ๋อตง ประกาศตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน (เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2492) พลิกประวัติศาสตร์ชาติจีน สิ้นสุดราชวงศ์ เป็นจุดเริ่มต้นการปฏิวัติวัฒนธรรม และชาวโลกคุ้นชื่อคุ้นตาจากอีกเหตุการณ์สำคัญ การประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยของปัญญาชนชาวจีนเมือปี 2532

      มหาราชวังต้องห้าม เรียกทั่วไปว่า " กู้กง " หรือเรียกเฉพาะว่า " จื่อ จิ้น เฉิง " ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Forbidder City นั้นยิ่งใหญ่ น่าตื่นตาตื่นใจ เสียจนไม่รู้จะพูดอธิบายถึงอย่างไรดี ราชวังมีขนาดใหญ่โตและสวยงามตามเอกลักษณ์แบบจีน ก่อสร้างขึ้นด้วยช่างฝีมือนับแสน คนงานนับล้าน ด้วยวัสดุที่เป็นไม้ หิน และอิฐ มีห้องหับนับรวมแล้ว 9,999 ห้อง

      สรุปความว่า เดิมเป็นวังหลวงของราชวงศ์หยวนแห่งมองโกลเมื่อกว่า 600 ปีที่แล้ว มีการเปลี่ยนแปลงต่อเติมและเป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองของจีนต่อเนื่องมาอีก 2 ราชวงศ์ คือหมิง และราชวงศ์ชิง จนกระทั่งจีนเปลี่ยนแปลงสู่ระบบสาธารณรัฐด้วยฝีมือของบุรุษครอบครัวชาวนานาม " เหมา เจ๋อ ตง " นั่นแล... ปัจุบัน จื่อ จิ้น เฉิง เป็นมรดกโลกหนึ่งของประเทศจีน

      วันต่อๆมาก็ได้ชมสถานที่สำคัญอีกหลายแห่งที่ล้วนเป็นมรดกโลก ไม่ว่าจะเป็น พระราชวังฤดูร้อน "อี้ เหอ หยวน" Summer Palace ที่มีทะเลสาปคุณหมิงหู ที่ขุดขึ้นด้วยแรงงานคนเป็นส่วนประกอบหลัก และเกี่ยวข้องกับพระนาม ซูสีไทเฮา อย่างสำคัญ

      หรือหอเทียนฟ้าถาน Temple of Heaven สถานที่บวงสรวงเทพยดาในการประกอบพระราชพิธีเพื่อให้ฤดูเก็บเกี่ยวได้ผลอุดมสมบูรณ์

      หรือวัดลามะ "ยง เหอ กง " สิ่งปลูกสร้างโบราณแห่งเดียวที่มีเอกลักษณ์ทั้งชนชาติฮั่น แมนจู มองโกล และธิเบต ครบในสถานที่เดียว

      และแน่นอน ศูนย์กีฬาโอลิมปิค ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่อันมีชื่อเสียง

      แต่ Highlight ส่วนตัวในใจของผมไม่ใช่อะไรอื่น แต่เป็นกำแพงเมืองจีนThe Great Wall of China อีกมรดกโลกหนึ่ง และเป็นสิ่งมหัสจรรย์บนโลกที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากอวกาศ (ข้อมูลเป็นอย่างนั้น)

      ที่ที่เขาพาเราไป เป็นจุดยอดนิยมห่างจากตัวเมืองปักกิ่งออกไปราวชั่งโมงเศษ.. เมื่อเริ่มเข้าใกล้หัวใจก็เต้นรัว...แวบแรกที่ได้เห็นเค้าโครงกำแพงเมืองจีนของจริง รู้สึกหัวใจพองโต (ครั้งแรกน่ะครับ)

      และเมื่อได้เห็นเต็มตาในระยะใกล้ ลำตัวโค้งทอดยาวลัดเลาะไปตามยอดเขา-ไหล่เขา โอบรอบไปเสียเกือบทุกทิศทุกทางไกลออกไปจดสุดสายตา รู้สึกกระฉับกระเฉงหายเหนื่อยเหมือนต้องมนต์เสน่ห์

      ยิ่งเมื่อได้เข้าไปจนถึงระยะประชิด สัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของกำแพง ในสมองก็มีประโยคคิดเดียว " วันนี้เราก็ได้มาสัมผัสกำแพงเมืองจีนจนได้ "

      สายๆ ที่นั่นนักท่องเที่ยวนานาชาติคึกคักแต่ยังไม่ถึงกันหนาแน่น เพราะต้นกันยายนอากาศเริ่มเย็นเป็นเพียงเริ่มต้นของฤดูกาลท่องเที่ยว ที่จะไป peak เอาปลายตุลาคมต่อพฤศจิกายน ซึ่งอากาศคงจะหนาวเย็นพอดีๆ ถึงตอนนั้นคงได้เบียดกันขึ้นเป็นแน่แท้

      ขนาดของกำแพงเมืองจีนไม่ได้สูงใหญ่มาก แต่ความยาวที่มันทอดไปตามยอดเขาสูงชันสิ สุดลูกหูลูกตาเหนือคณานึก กำแพงมีป้อมอยู่เป็นระยะๆ แต่ละป้อมห่างกันราว 300-500 เมตร ได้กระมัง

      การปีนป่ายตามขั้นบันไดสู่ป้อมแรกเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับคนที่มีธรรมชาติกลัวความสูงในตัวอย่างผม แล้วป้อมแรกก็ต้องเริ่มจากตีนเขาที่มีความสูงชันเป็นพิเศษ ผู้คนมากมายหลากหลายยิ่งทำให้กลัวอันตรายจากอุบัติเหตุ ทำเอาผมขาสั่นเกือบไปไม่รอดยอมเสียหน้าซะแล้ว ที่ทำให้ไม่ยอมแพ้ นอกจากหน้าตาตัวเองแล้วก็เป็นลูกสาวที่ไปด้วย เธอไต่ลิ่วๆทำท่าจะไม่รอ (คงไม่รอจริงๆ) ไอ้ผมหรือจะยอมปล่อยให้เธอขึ้นไปคนเดียว เป็นไงเป็นกัน

"ไม่ใช่ผู้กล้า ถ้าไม่ได้ขึ้นกำแพงเมืองจีน"

      เสียงไกด์ไล่หลังมาว่า "ขาขึ้นไม่เท่าไหร่..ขาลงสิ เสียวกว่าเยอะ"...เอ๊าเดี่ยวเราจะลงไหวไหมนี่...

      แต่สุดท้ายปรากฏว่าใน 32 ชีวิตของคณะเรา ส่วนนึงจอดอยู่แค่ป้อมแรก กลุ่มใหญ่จอดที่ป้อมที่สอง มีหลุดไปถึงป้อมที่สามบ้าง ผมและลูกเป็น 2 ใน 5 ที่หลุดขึ้นไปถึงป้อมที่สี่ เพียงแต่ไม่มีเวลามากพอที่จะตะเกียกตะกายไปสู่ป้อมที่ห้าซึ่งเป็นจุดสูงสุดของเทือกนั้น ประกอบกับเมื่ออยู่ที่ป้อมที่สี่แล้วเหลือคนกล้า (ว่าเข้านั่น) อยู่เบาบางมากแตกต่างจากที่ป้อมแรกๆอย่างสิ้นเชิง เหมือนขาดแรกผลักดันไป

 

      เมื่อนั่งพัก เพลิดเพลินกับทิวทัศน์สวยงามจนเกือบหายเหนื่อย มองเวลาที่ข้อมือก็ต้องรีบลง เพราะใกล้เวลานัดหมายแล้ว ในใจก็บ่นพึงพัมไป " อุตส่าห์รอมาตั้งค่อนชีวิต เพื่อจะมาพิชิตกำแพงเมืองจีน มีเวลาให้แค่เนี๊ยะ "

      ตลอดเส้นทางขึ้น-ลง กำแพงหินมหสัสจรรย์แห่งนี้ แม้ขาจะสั่นแต่ใจก็มั่นคงมีสติคิดเรื่อยเปื่อย... " นี่เราแค่เดินขึ้นเดินลง มีขั้นบันไดให้ไต่ ยังรู้สึกว่ามันยากหนักหนาสาหัสปานนี้ แล้วคนที่ต้องสร้างละ หลายพันปีก่อนจะมีเครื่องไม้เครื่องมือ เครื่องทุ่นแรงอันใดหรือ มันจะต้องสาหัสเพียงไร จะต้องใช้คนเท่าไร จะต้องสูญเสียแรงงาน เลือดเนื้อ ทับถมกันเท่าไร จึงจะได้สิ่งนี้มา กำแพงหินรูปร่างมังกรยักษ์ ทอดยาว 6,000 กิโลเมตร (หกพันนะครับไม่ใช่หกสิบ) ลัดเลาะไปตามยอดเขาสูงชันสุดสายตา เพื่อใช้เป็นสิ่งป้องกันขัดขวางการรุกรานจากชนเผ่าทางเหนือ เช่นพวกมองโกล กระนั้นหรือ...โอ๊ย ป่วยการคิด เพราะนี่เป็นสิ่งเหนือความเป็นไปได้ในปัจจุบัน"

 

      คนจีนเรียกกำแพงเมืองจีนว่า " ฉางเฉิน " การก่อสร้างกำแพงเมืองจีนเริ่มต้นมาตั้งแต่ยุคโบราณ เมื่อกว่า 2,000 ปี ในสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิพระองค์แรกของจีน การก่อสร้างใช้เวลายาวนานในหลายราชวงศ์ ทหาร นักโทษ ทาส และแรงงานเกณฑ์ นับล้านที่ทับถมอยู่ใต้สุสานกำแพงยักษ์แห่งนี้

ก่อเกิดเป็นตำนาน เรื่องเล่า รวมทั้งบทกวีที่เกี่ยวข้องกับกำแพงแห่งความโศรกเศร้านี้มากมาย

      ส่วน Highlightในใจของลูกสาว ไม่ใช่มหาราชวังต้องห้ามที่ใหญ่โตน่าทึ่ง ไม่ใช่กำแพงเมืองจีนที่น่าพิศวง แต่เป็น "มหาวิทยาลัยปักกิ่ง" ที่เลื่องชื่อระบือนาม แต่การที่เราจะปลีกตัวออกจากคณะเพื่อไปมหาวิทยาปักกิ่งก็ไม่ใช่ง่ายอย่างที่คิด และคำตอบของหลายคำถามในใจก็เฉลยออกมาพร้อมกัน

      การไปทัวร์ปักกิ่งตอนต้นเดือนกันยายนนี่ก็มีหลายระดับราคานะครับ ตั้งแต่หมื่นกว่าๆ ไปจนหลายๆหมื่น คณะของเราซีมะโด่งทัวร์เราเลือกแบบซำเหมา (ทั้งบิน ทั้งกิน ทั้งนอน ทั้งเที่ยว หมื่นนิดเดียว) ก็เลยต้องเจอรายการภาคบังคับเยอะ ไฟต์บังคับก็ได้แก่รายการลองวิชาขายทั้งหลาย ทั้งมุก หยก ไหม ชา บัวหิมะ สมุนไพร ฯลฯ กับความไม่ค่อยอยากซื้อของพวกเรา

      แล้วทุกรายการต้องให้ครบคนทั้งคณะด้วยนะครับ ไม่ครบไม่ยอมด้วย ใครไม่ไปถูกปรับ 400 หยวน

(ไม่หยวนด้วย) เป็นอย่างน้อย

      ผมต้องทำตัวให้พูดจาน่าฟัง ตัวเล็กดูใหญ่ ใจถึง พึ่งมีกะตังค์ จึงสามารถขอเวลาปลีกตัวจากคณะ เพื่อไปมหาวิยาลัยปักกิ่งตามใจหมายได้โดยเขาหยวนให้ไม่คิดค่าปรับ (อ๋อ...เขาขอ passport ไปเก็บไว้ตั้งแต่วันแรกก่อนเข้าที่พักแล้ว ทีแรกผมทำไมรู้ไม่ชี้ ไม่ส่งมอบให้.. เขาตามขึ้นไปเอาถึงห้องเลย ก็จึงต้องจำยอมอยู่ในกำมือเขาไป)

 

      มหาวิทยาลัยปักกิ่ง "เป่ยจิง ต้าเสียว์" กว้างขวางใหญ่โต ขนาดพื้นที่ประมาณคร่าวๆด้วยสายตา น่าจะเกือบสี่เท่าตัวของพื้นที่จุฬาฯสามย่านเห็นจะได้ ตึกรามสวยงามทั้งตึกเก่าตึกใหม่ มีเอกลักษณ์เป็นระเบียบ โดดเด่นด้วยทะเลสาปขนาดใหญ่ในมหาวิทยาลัย ต้นหลิวมากมาย ไม้ใหญ่น้อยนานาพันธุ์เหมือนเดินอยู่ในสวนสาธารณะ โพล้เพล้ยังมีนิสิตนักศึกษาเดินขวักไขว่อยู่เป็นระยะ (ต้องใช้วิชานินจาเล็กน้อยในการผ่านประตูและ ร.ป.ภ.ของมหาวิทยาลัยเข้าไป) แต่พูดคุยถามข้อมูลไม่ค่อยได้เรื่องได้ความ ไม่ค่อยมีใครให้ข้อมูลอะไรเราได้ เหมือนเป็นแขกผู้มาเยือนเช่นเดียวกับเรา จนที่สุดก็ได้พบกับผู้เทน้ำใจให้กับเรา...


      โชคดีได้มีโอกาสเข้าไปชมการแสดงประจำปี (เข้าใจว่าของคณะศิลปการแสดง) ใน Theatre ของทางมหาวิทยาลัย ได้บัตรมาจากผู้ใจดีและคงเห็นว่าน่าจะมีคุณค่ามากกว่าถ้าให้เรา....การแสดงสุดยอด ทั้งฉาก แสงสีเสียง อลังการงานสร้าง ทำให้รู้สึกว่าถึงปักกิ่งจริงๆ อิ่มใจไปหลายวัน

      มหานครปักกิ่งเมืองหลวงของจีน เป็นเมืองใหญ่อันอับสองรองจากเซี่ยงไฮ้ มีประชากรทั้งที่อยู่ในทะเบียนราฎร์และไม่อยู่ในทะเบียน ประมาณราว 18 ล้านคน (จีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก และมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันอับสามที่จ่อขึ้นเป็นอันดับสองในไม่นานวัน ) ผังเมืองค่อนข้างเป็นระเบียบ วิถีชีวิตคนปักกิ่งดูไม่ต่างจากเราสักเท่าไร หนุ่มสาวแต่งกายทันสมัย การค้าการขายคึกคัก การท่องเที่ยวเฟื่องฟู จนเป็นประเทศร่ำรวยมีเงินทุนสำรองมากที่สุดในปัจจุบัน ตึกรามใหญ่โตโมเดิร์น ไม่เหมือนที่จินตนาการไว้เลยสักนิด

      รูปของท่านประธานเหมาในสไตล์ดั้งเดิมที่ติดตั้งอยู่ที่ด้านหนึ่งของกำแพงราชวังต้องห้ามติดกับส่วนจัตุรัสเทียนอันเหมิน เป็นสัญญลักษณ์ของอดีตท่านผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่ยังได้รับการเคารพยกย่อง แต่ก็ดูขัดกับวิถีที่นี่โดยสิ้นเชิง ทว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ยังคงเป็นผู้ปกครองจีนอยู่

      จีนจึงอยู่ภายใต้ 2 ระบบ แบบลงตัว การเมืองการปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ เศรษฐกิจแบบเสรีทุนนิยม การตลาดสมัยใหม่จนเป็นประเทศผู้ส่งออกอันดับหนึ่ง (ธุรกิจที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงหลายอย่างเป็นของรัฐ) ในรูปแบบที่ที่ดินทุกตารางนิ้วเป็นของหลวง เอกชนไม่มีกรรมสิทธ์ในที่ดิน สิทธิถือครองอยู่ภายใต้สัญญาเช่าระยะยาว....

      อาหารจีนในปักกิ่งไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่ จืด.. หรือไม่ก็เค็ม แล้วก็มัน ไกด์บอกว่าชาวจีนฮั่นซึ่งเป็นส่วนใหญ่ในปักกิ่ง ทำอาหารไม่เก่ง สู้พวกกวางตุ้งเช่นที่ฮ่องกงไม่ได้ แต่โดยรวมแล้วก็ยังรู้สึกว่า OK เพราะบางแห่งก็อร่อยใช้ได้..

 

      ทัวร์ลูกเป็ดอย่างเราจะเอาอะไรมาก เผอิญไม่มีเวลาหากินเองแบบคนท้องถิ่นเลย วันที่ปลีกตัวไป Peking University ก็ดันหลวมตัวต้องให้นักศึกษาน้องใหม่ผู้มีน้ำใจเลี้ยงมื้อเย็นใน canteen ของมหาวิทยาลัยแบบไม่ตั้งใจอีกต่างหาก..(จืดจริงๆ)

      " ใครที่มาเที่ยวปักกิ่ง แล้วพบ 5 สิ่งเหล่านี้ครบถ้วนถือว่าโชคดี " เสียงไกด์เรียกความสนใจ

      หนึ่งผู้หญิงท้อง เมืองจีนมีกฎหมายควบคุมปริมาณประชากร มีลูกได้คนเดียว ครอบครัวไหนมีมากกว่าหนึ่งต้องเสียค่าปรับ...(ประมาณ 6-7 แสนบาทต่อหนึ่งคน)


      สองสุนัข หมานั่นแหละ ...(อาจเป็นเพราะคนจีนชอบกินหมา) ร้านสุกี้เนื้อหมามีเปิดทั่วไป (เขาทำเป็นฟาร์มกัน)


      สามฝนตก ปักกิ่งอยู่ในชัยภูมิที่ปรอดความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว ไม่รู้คนโบราณเขาเลือกรู้ได้อย่างไร

แต่ที่ปักกิ่งมีฝนน้อยมาก แล้งทั้งปี

      สี่มอเตอร์ไซต์ กฎหมายที่นี่มีผลทำให้มีมอไซต์น้อยมาก และส่วนใหญ่ก็เป็นมอไซต์ไฟฟ้าครับ เงียบกริบ ไม่มี..ต้าย...ต้าย...ต้าย...ลั่นบ้าน ลั่นกรุง หูแทบแตกแบบบ้านเรา

      ห้าปั้มน้ำมัน จีนมีแหล่งน้ำมันเองนะครับ แต่เขาก็ยังไม่รีบขุดขึ้นมาใช้ ยังซื้อเขาเป็นส่วนใหญ่เหมือนอเมริกา แต่ผมฟังไกด์อธิบายยังไงก็ไม่เข้าใจว่า มหานครขนาดนั้น ปริมาณรถขนาดนั้น (ขนาดกำหนดโซนรถทะเบียนเลขคู่เลขคี่สลับกันวิ่งกันเลย) ไม่รู้เอาปั้มน้ำมันไปซ่อนไว้ที่หลืบไหน คิวคงยาวเป็นกำแพง 3-4 วันที่นั่น ผมเห็นปั้มน้ำมันปั้มดียวก็ในจังหวะที่ไกด์ชี้ให้ดูนั่นเอง

      ที่สุดแล้ว ไกด์หนุ่มท้องถิ่น รูปหล่อพอประมาณ สำเนียงไทยชัด ภาษาไทยฉะฉาน ผู้อาจหาญประกาศตนว่าอยากมีแฟนเป็นสาวไทย ก็สรุปว่า ใครที่มาปักกิ่งแล้วได้พบสิ่งเหล่านี้พร้อมกัน คือ

      ผู้หญิงท้อง อุ้มสุนัข ขี่มอเตอร์ไซต์ไปเติมน้ำมัน ตอนฝนตก

      กลับบ้านไปก็ให้ซื้อหวยได้เลย

      ไปปักกิ่ง ถ้ายังไม่ได้ไปตลาดรัสเซีย ก็ยังคุยไม่ได้เต็มปากว่าไปปักกิ่งมา ที่ได้ชื่อว่าตลาดรัสเซีย ย้อนเวลาไปไกล... เป็นย่านถิ่นที่พวกรัสเซียชอบมาช็อปปิ้งซื้อของ จนเรียกว่าตลาดรัสเซียเรื่อยมา

      ตลาดรัสเซียวันนี้เป็นแหล่งของก็อปใหญ่ที่สุดในโลก สินค้าที่นี่ล้วนเป็นของก็อป ทั้งก็อปแท้ และก็อปแท้ๆ ไม่ว่าแบรนด์ดังขนาดไหนก็มีให้เลือกซื้อ ตลาดเป็นศูนย์การค้าขนาดย่อมสูง 8-9 ชั้น ทันสมัย มีลิฟท์ มีบันไดเลื่อน.. ตลาดเก่า ตลาดรัสเซียหนึ่ง ขยายไปตลาดใหม่ ตลาดรัสเซียสอง อยู่ไม่ไกลกัน เทียบกันแล้วตลาดหนึ่งยังน่าสนใจกว่ามาก

 

      แล้วผมก็กลับไปคุยได้อย่างเต็มปากแล้วว่าไปปักกิ่งมา ได้ของติดไม้ติดมือ เป็นนาฬิกาปลุกรูปท่านประธานเหมาโบกมือไหวๆใน ราคาย่อมเยา และนาฬิกาพกแบบออโมติกดูดี ต่อรองมาได้ในราคา 25 หยวน (หยวนละ 5 บาท) ประมาณ 30% ของราคาตั้ง ซึ่งก็ยังไม่ใช่สถิติดีที่สุดของกรุ๊ปเรา สถิติดีสุดแค่ประมาณ 10 % ของราคาตั้งเท่านั้น

      เก็บมาเล่าสู่กันฟังคร่าวๆ ก็เท่านี้