พระยาไชยยศสมบัติ

เขียนโดย Admin on . Posted in ประวัติของคณะฯ

      ท่านศาสตร์จารย์อุปการะคุณพระยาไชยยศสมบัติ ชื่อเดิมว่า เสริม กฤษณามระ ท่านเป็นบุตรของอำมาตย์เอกพระยาราชธนพิทักษ์ (สังข์ กฤษณามระ) และคุณหญิงราชธนพิทักษ์ (แสง ศรัทธาคุ้ม)

      ท่านเริ่มการศึกษาตามแบบเรียนเร็วที่โรงเรียนวัดศรีดอนชัย ตำบลช้างคลาน จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากท่านเจ้าคุณพ่อซึ่งเป็นข้าราชการไปเป็นข้าหลวงคลังภาคพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อประสมอักษรกับสระเอียะ สาระเอียได้ก็ลาออกย้ายตามท่านเจ้าคุณพ่อไปเรียนต่อที่โรงเรียนวรสิทธิประดิษฐ์ ซึ่งตั้งอยู่ในวัดมงคลนิมิต จังหวัดภูเก็ตเรียนจนสอบไล่ได้ชั้น 3 ตามหลักสูตรกระทรวงธรรมการ ก็ย้ายตามท่านเจ้าคุณพ่ออีกครั้งมาเป็นนักเรียนประจำที่โรงเรียนราชวิทยาลัย ตำบลโรงเลี้ยงเด็ก ถนนบำรุงเมือง ในกรุงเทพมหานครในสังกัดกระทรวงธรรมการ ซึ่งต่อมาโรงเรียนได้ย้ายไปอยู่ที่ตำบลบางขวาง จังหวัดนนทบุรีจนสอบไล่ได้ชั้นสูงสุดของโรงเรียน (upper six ซึ่งเป็นระดับที่สามารถเทียบชั้นเพื่อเรียนต่อระดับอุดมศึกษาในประเทศอังกฤษได้) จึงเข้ารับราชการที่กระทรวงพระคลังมหาสมบัติในปี 2456 ในตำแหน่งเสมียนกรมที่ปรึกษาการคลัง
      ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี พ.ศ.2458 ท่านสอบชิงทุนของกระทรวงพระคลังมหาสมบัติได้ไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษจนจบหลักสูตร (ACA) จากสถาบัน The Institute of Chartered Accountant in England & Wales ในปี 2464 นับเป็นคนไทยคนแรกที่จบหลักสูตรดังกล่าว สมัครเป็นสมาชิกสามัญของสถาบันก่อนเดินทางกลับประเทศไทยถึงกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ.2465
      กลับเข้ารับราชการที่กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ได้รับบรรจุในตำแหน่งเสมียนอังกฤษ (ต่ำอัตรา) ในเดือนตุลาคม 2465 พร้อมทั้งได้บรรดาศักดิ์เป็นหลวงกฤษณามระพัต ในฐานะที่จบการศึกษาจากต่างประเทศ

      ลาออกจากกระทรวงพระคลังมหาสมบัติเข้าทำงานในกรมบัญชีกลาง ตำแหน่งนายเวรชั้น 2 สักระยะหนึ่งได้โอนไปอยู่กรมตรวจเงินแผ่นดิน ตำแหน่งนายเวรชั้น 1 (ต่ำอัตรา) ภายหลังต่อมาเปลี่ยนชื่อตำแหน่งเป็นปลัดกรมชั้น 1 รับราชการอยู่ในกรมตรวจเงินแผ่นดิน จนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยอธิบดีกรมตรวจเงินแผ่นดิน ในปี พ.ศ. 2472

      ได้รับการโอนกลับมาที่กรมบัญชีกลางอีกครั้ง พร้อมตำแหน่งรักษาการอธิบดีกรมบัญชีกลางเมื่อเดือน กุมภาพันธ์ 2472 จนรับตำแหน่งอธิบดีกรมบัญชีกลางเมื่อเดือนเมษายน 2472 ด้วยวัยเพียง 32 ปี และได้รับพระมหากรุณาบรรดาศักดิ์เป็นพระยาไชยสมบัติ

      นอกจากนั้นท่านยังได้รับมอบหมายหน้าที่ในตำแหน่งงานสำคัญ ๆ ต่าง ๆ อีกมากมายเช่น

 เป็นสมาชิกชั่วคราวสภาผู้แทนราษฎร เมื่อเริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครองระหว่าง 28 มิถุนายน 2475 ถึง 10 ธันวาคม 2475

 เป็นผู้อำนวยการบัญชีใหญ่กรมรถไฟหลวงระหว่างสิงหาคม 2475 ถึงกุมภาพันธ์ 2478

 

      ตำแหน่งสำคัญที่สุดตำแหน่งหนึ่งในชีวิตของท่านคือ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2478 ในวัยเพียง 38 ปี ท่านพ้นออกจากตำแหน่งเมื่อมีการยุบสภาในเดือนธันวาคม 2481 และเป็นช่วงเวลาที่ท่านได้รับเชิญจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเข้ามาริเริ่มก่อตั้งและวางหลักสูตรการสอนในแผนกวิชาการบัญชีและพาณิชย์ คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์

      ท่านมีตำแหน่งทางการเมืองอีกครั้งเมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นวุฒิสมาชิกในเดือนพฤศจิกายน 2490 พ้นจากตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน 2493 ส่วนในเรื่องงานอาชีพส่วนตัวท่านได้ตั้งสำนักงานสอบบัญชี “สำนักงานไชยยศ” ตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง ต่อมาย้ายไปอยู่บนเชิงสะพานพิทยเสถียร และย้ายไปอยู่บนถนนสีลม เมื่อปี 2505 ก่อนที่จะเป็นสำนักงานดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศบนถนนสาทรใต้ในปัจจุบัน

      ก่อนจะมาเป็นคณะฯ การบัญชีเป็นแผนกวิชาอิสระ เมื่อแยกตัวจัดตั้งเป็นคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ก็ได้สร้างเรือนไม้หลังคาจากขึ้นเป็นเรือนมุงจากหลังยาวที่เรียกกันว่าตึกจาก ที่เป็นทั้งสำนักงานของคณะฯ และยังเป็นห้องเรียนซึ่งมีที่นั่งเรียนพอบ้าง ไม่พอบ้าง ต้องไปอาศัยห้องของคณะอักษรศาสตร์เรียนเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง ความต้องการบัณฑิตทางด้านการบัญชีและพาณิชยศาสตร์มีเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นคณะฯ จึงได้สร้างตึกใหม่เป็นตึกแถว 2 ชั้น (บริเวณที่ตั้งอาคารบรมราชกุมารีในปัจจุบัน) เรียกกันว่า ตึกสองชั้น แต่ห้องเรียนก็ยังไม่พออีก ก็ต้องไปเรียนที่ตึกอักษรศาสตร์ ก็มีนิสิตแอบนินทาท่านลับหลังว่าอาจารย์ท่านเจ้าคุณฯ ประหยัด มีนิสิตเรียนมากแทนที่จะสร้างใหญ่โตให้พอเรียนเสียเลย ก็สร้างแค่ตึก 2 ชั้นเล็กนิดเดียว

      เกิดเพลิงไหม้ที่สามย่านซึ่งเดิมเป็นชุมชนแออัด อธิการบดีของจุฬาฯ ขณะนั้น (จอมพลประภาส จารุเสถียร) ให้ที่ตรงสามย่านซึ่งถูกไฟไหม้สร้างอาคารเรียนของคณะฯ ขึ้นมาเป็นตึกหลังที่สามนับตั้งแต่ก่อตั้งคณะบัญชีมา ซึ่งก็คือบริเวณที่เป็นตึกหนึ่ง (ตึกไชยยศสมบัติ 1) ตึกนี้สร้างเสร็จประมาณปลายปี พ.ศ.2504 ในระหว่างนั้นก็ใช้ตึก 2 ชั้น เป็นตึกเรียนอยู่ สอนอยู่ด้วย จนปีการศึกษา 2506 ก็ย้ายมาทั้งหมด

      เราจึงเรียกว่าท่านเป็นคณบดี 3 ตึก คือเป็นคณบดีคนแรกของคณะบัญชีจากอาคารเรียนแห่งแรกคือ ตึกจาก ต่อมาก็ได้สร้างตึกใหม่เป็นตึก 2 ชั้น เรียกว่าตึกคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และต่อมาเมื่ออาคารตึกหนึ่งสร้างเสร็จก็ย้ายมาที่ตึกหนึ่งนี้ และท่านได้เป็นคณบดีต่อเนื่องจนถึง พ.ศ.2507

      ในวันทำงานท่านมาทำงานตรงเวลาแต่เช้าทุกวันในเวลา 7.30 น. ในชุดขาวและมาตรงเวลา คนรถจะมาจอดรถที่หน้าตึกตามเวลานี้ทุกวัน ท่านเป็นคนประหยัดไม่ฟุ้งเฟ้อ คงเส้นคงวา เคยใส่อย่างไรก็ใส่อย่างนั้น สวมเสื้อขาวกางเกงขาวทุกวัน ไม่เคยเปลี่ยนสี อีกทั้งอยู่ง่ายกินง่าย เช่น เคยรับประทานก๋วยเตี๋ยวแห้ง ก็รับประทานแห้งไปทั้งเดือน แล้วเปลี่ยนเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำหนึ่งเดือน แล้ววกกลับมาก๋วยเตี๋ยวแห้งใหม่

      ท่านชอบทำสวนเกษตรทำไร่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ และชอบออกกำลังกาย ท่านเล่าว่าเคยเดินจากบ้านจากซอยนานาโรงงานยาสูบไปจนถึงปากน้ำในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และระยะหลังได้เปลี่ยนเป็นขี่จักรยาน อันเป็นเหตุให้มีการพานิสิตที่ท่านสอนไปศึกษานอกสถานที่

      ท่านจะทำงานที่คณะฯ ครึ่งวันและอีกครึ่งวันบ่ายทำงานที่สำนักงานไชยยศสมบัติอันเป็นสำนักงานรับตรวจสอบบัญชี ท่านเป็นที่ยอมรับนับถือมากในวงการ ท่านได้รับปริญญาการสอบบัญชีของอังกฤษ(FCA) เป็นคนแรกในเมืองไทย ถ้าท่านจะสอบบัญชีให้ใคร ถ้ามีลายเซ็นของท่านแล้วละก็เป็นอันยอมรับได้เลย และการที่ท่านจะยอมสอบบัญชีให้ใครก็ต้องมีการกลั่นกรองเป็นอย่างดี ท่านได้รับการยอมรับนับถือจากสาธารณชนจะพูดจาอะไรที่เกี่ยวกับบัญชีคนก็เชื่อถือมาก

      ท่านเป็นคนพูดจาไพเราะและสุภาพกับครอบครัว โดยเฉพาะกับภรรยาและลูก ๆ ไม่เคยพูดไม่เพราะกับลูกเมียเลย และน้องชายท่านอย่างท่านอาจารย์อาภรณ์ (ศาสตราจารย์กิตติคุณ อาภรณ์ กฤษณามระ) เคารพท่านมาก ท่านอาจารย์อาภรณ์ต้องมาดูงานที่คณะฯ ทุกเช้าและไม่ว่าจะเป็นตอนที่เข้ามาหรือตอนที่จะมาลากลับ จเข้าไปกราบท่านที่อกทุกครั้งเหมือนลูกกราบพ่อ ไม่เคยเห็นน้องคนไหนเคารพพี่ชายเหมือนท่านอาภรณ์เลย