เคล็ดวิชา..หัวหน้า..มือโปร...

เขียนโดย Admin on . Posted in วิชาการ

เรียบเรียงจาก การเสวนาโต๊ะกลมครั้งที่ 2/2552 ในหัวข้อ “เคล็ดวิชาหัวหน้ามือโปร” โดย คุณงามจิตต์ ศิริจินดาเลิศ รุ่น 39 ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานสนับสนุนบุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2552 ณ ห้องปูนซิเมนต์ไทย อาคารไชยยศสมบัติ 3 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งจัดโดยฝ่ายวิชาการ สมาคมนิสิตเก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เรียบเรียงโดย อิ้งค์ - กมลวิทย์ จันทร์สุริยะเขต นิสิตภาควิชาการบัญชี ชั้นปีที่ 4 ประธานฝ่ายวิชาการ สโมสรนิสิตคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี (shi’67)

 

คุณงามจิตต์เริ่มเปิดประเด็นหัวข้อการเสวนา โดยการพิจารณาถึงชื่อการเสวนาครั้งนี้ “เคล็ดวิชา หัวหน้า มือโปร”

มือโปร หมายถึง มืออาชีพ มีคุณภาพและยั่งยืน

หัวหน้า หมายถึง ผู้นำทีมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์

เคล็ดวิชา หมายถึง วิธีการที่ฉลาด พลิกแพลง ใช้ในการอย่างใดอย่างหนึ่ง

การเป็นหัวหน้าอย่างมืออาชีพ ต้องมีคุณภาพสูง และยั่งยืน โดยมีหลัก ต้องรักงาน และรักคน

 

โดยเริ่มต้นจาก

1. รักงาน ให้แง่คิดว่า หากเราไม่รักงานที่เราทำ ยากที่จะประสบความสำเร็จ หรือทำงานได้ดี ถ้ายังไม่รักงาน ให้เริ่มเรียนรู้ที่จะรักงานที่ทำ แต่ถ้าไม่รักเลย การเปลี่ยนงานน่าจะดีกว่า

2. ศึกษา คนไทยไม่ค่อยชอบอ่านศึกษากัน คนไทยมีสถิติการอ่านต่ำมาก คือ 8 บรรทัดต่อปี หากเรายิ่งขยันอ่านจะยิ่งมีความรู้มากขึ้น โดยธรรมชาติ ถ้าเราเริ่มต้นด้วยงานที่เรารัก เราจะขวนขวายศึกษาค้นคว้าโดยอัตโนมัติ

3. ฝึกฝนเราจะรู้แต่ในตำราหรือเชิงทฤษฎีอย่างเดียวย่อมไม่ได้ประโยชน์เท่ากับลงมือทำจริง ฝึกฝนให้เชี่ยวชาญ

4. อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง คุณงามจิตต์ได้เปรียบเทียบหัวข้อนี้กับคำกล่าวของคนเล่นกอล์ฟ ว่า “หมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อม” ซึ่งหมายถึง ตอนซ้อมตีบนหญ้าเทียมจะตีได้ดีและง่ายกว่า การตีในสนามจริง เพราะจะเจอพื้นดินหรือพื้นทราย ใกล้น้ำทำให้ตียาก บังคับทิศทางได้ยาก อาจตีวืดได้ เฉกเช่นเดียวกับ การทำงานในโลกแห่งความเป็นจริง ต้องดูว่า

  • มีจิตวิญญาณของความเป็นเจ้าของ( Entrepreneurships) มีมุมมองเสมือนเป็นเจ้าของกิจการจริงๆ เช่น พิจารณาว่าควรลงทุน การใช้จ่ายเรื่องต่างๆหรือไม่
  • ฟังให้ได้ยิน เราต้องฟังเพื่อให้รู้ให้เข้าใจว่าเขา(ลูกค้า ลูกทีม เพื่อนร่วมงาน) ต้องการบอกอะไร ฝรั่งเขาจึงชอบบอกให้ listening not just hearing หัวหน้า ผู้นำต้องรับทราบปัญหาด้วยตัวเอง ลงไปคุยกับ stakeholders เข้าไปถาม และฟังให้ได้ยิน
  • Data--->Information--->Knowledge เมื่อเราได้รับหรือรวบรวมข้อมูลมาได้ ยังไม่ดีพอ ต้องนำมาประมวลซึ่งจะได้เป็นข้อมูลสารสนเทศซึ่งช่วยให้เราวิเคราะห์ได้ดีขึ้น และเมื่อตกผลึกกลายเป็น องค์ความรู้ ข้อมูลที่เป็น knowledge นี้จะทำให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
  • Change Management อันนี้สำคัญที่สุดในยุคปัจจุบัน เพราะโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หากเราไม่รู้จักจัดการปรับเปลี่ยนตัวเอง ตัวเราจะล้าหลังมาก ตัวอย่างเช่น กล้อง Polaroid ที่เคยเป็นที่ 1 ของโลก แต่ต่อมากล้องดิจิตอลได้เข้ามาแทนที่ Polaroid ไม่รู้จักปรับตัวเอง ทำให้ต้องตกยุคไป ซึ่งเป็นผลมาจากการไม่รับรู้ ไม่ฟังให้ได้ยินว่ามีผลิตภัณฑ์ อื่นที่ดีกว่า เลยไม่มีปรับเปลี่ยนนั่นเอง
5. ถ่องแท้ คุณภาพ คุณงามจิตต์ได้ยกตัวอย่างจาก หัวหน้าของคุณงามจิตต์เอง ที่ในภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ได้เข้าไปวิเคราะห์งบกำไรขาดทุน ทำให้เข้าใจ รายได้และค่าใช้จ่ายทุกรายการ ของบริษัทอย่างถ่องแท้ ทำให้หาทางลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รายจ่ายตัวใดที่หากลดแล้วกระทบกับลูกค้าก็จะไม่ทำ เป็นต้น แสดงให้เห็นว่า ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ทำให้ประสบผลสำเร็จ

นอกจากรักงานแล้ว การรักคน เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะตัวหัวหน้าเองไม่สามารถทำงานเพียงลำพังได้ จึงต้องมีคุณสมบัติเพิ่มเติมอีกดังนี้

1. รักคน เมื่อเราเป็นหัวหน้าเขา เราต้องหวังดีกับผู้ใต้บังคับบัญชา อยากให้เขาได้ดี

2. สร้างทีม มีทีมที่ดีซึ่งสัมพันธ์กับการที่ต้องเป็นคนรักคน สร้างกลุ่มคนที่ร่วมทำงานกันได้

3. เป็นระบบ ในการทำงานไม่ควรขึ้นกับตัวบุคคล ควรมีการเขียนขั้นตอนการดำเนินงาน (Procedure) ไว้อย่างชัดเจน การทำงานอย่างมีระบบ จะทำให้การทำงานไม่สะดุดเมื่อมีการปรับแปลี่ยนบุคคลากร นั่นคือมี back up ที่ดี

ในยุคปัจจุบันสิ่งสำคัญต้องมี แผนฉุกเฉิน (Business Contingency Plan/Disaster Recovery Plan) และเมื่อมีแผนแล้วต้องมีการซักซ้อม เพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริง จะสามารถปฎิบัติตามแผนฉุกเฉินที่วางไว้ได้ คุณงามจิตต์ได้เล่าถึงส่วนหนึ่งของแผนดังกล่าวของ ธนาคารยูโอบีว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น คุณงามจิตต์เองก็ต้องมีหน้าที่โทรบอกคนอีก 3 คน แล้วคนอีก 3 คนนั้นก็ต้องโทรบอกอีก 3 คนต่อเรื่อยๆไป ถ้าหากคุณงามจิตต์ติดต่อคนหนึ่งใน 3 คนที่คุณงามจิตต์รับผิดชอบต้องแจ้งไม่ได้ ต้องทำหน้าที่แทนคนคนนั้นในการโทรหา 3 คนต่อไป แสดงให้เห็นว่า เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ต้องมีการเขียนขั้นตอนไว้ชัดเจน แล้วใครจะเป็นคนรับผิดชอบเรื่องไหนบ้าง

4. ธรรมาภิบาล (Good Governance) อันนี้สำคัญเช่นเดียวกัน ในปัจจุบันที่บริษัทต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งเรื่องนี้จะสัมพันธ์กับการสร้างทีม หัวหน้าต้องเลือกคนรอบข้างให้เป็น

5. ยั่งยืน มือโปรที่สร้างมือโปรได้ ต้องสามารถสร้างคนขึ้นมาทดแทนเราได้ ถึงจะเรียกว่ามือโปร ไม่ใช่หยุดอยู่ที่ตัวเราเองเพียงคนเดียว ต้องสร้างคนขึ้นมาเป็นมือโปรด้วย ถึงจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน

และท้ายสุด ส่วนที่สำคัญที่สุด ของการเป็นหัวหน้ามือโปรฯ คือ

“เราต้องเป็นแบบอย่างที่ดี (Role Model)”

หากเรารู้ทุกอย่างแต่เราไม่ทำเองเลย ก็จะไม่มีใครเชื่อในตัวเรา คุณงามจิตต์กล่าวทิ้งท้าย

ผู้นำทีมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์

คุณงามจิตต์ได้ยกตัวอย่างประสบการณ์การเป็น Project Manager ในการบริหารจัดการโครงการ สิ่งที่ยากที่สุดคือ การบริหารคน นั่นเอง เพราะ project เป็นงานเฉพาะกิจ ที่ดึงคนที่มีงานประจำอยู่แล้วเข้ามาทำ และคนเหล่านั้นไม่ใช่ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือลูกน้องของเรา

 



คุณงามจิตต์ได้พูดถึง การเป็นผู้นำทีมที่ดี ต้องมีองค์ประกอบเหล่านี้



1.มีเป้าหมายชัดเจน เมื่อมีเป้าหมายชัดเจน จะเริ่มต้นได้ดี มีโอกาสสำเร็จสูง

2. มีแผนงาน ต้องชัดเจน เป็นขั้นเป็นตอน รู้จักจัดลำดับความสำคัญของงานให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น งานอะไร ใครรับผิดชอบ เสร็จเมื่อไหร่

3.บริหารความเสี่ยง ผู้นำทีมที่ดี ต้องรู้จักบริหารความเสี่ยง ในแง่ Project Management แล้วการบริหารความเสี่ยงเป็นเรื่องที่ยากที่สุด เพราะต้องมองจุดอ่อน โอกาสที่งานจะไม่สำเร็จ หรือเสร็จไม่ตามกำหนดมีอะไรบ้าง ซึ่งมักเกิดปัญหาเนื่องจาก ข้อจำกัดของเวลา หรือบุคคลากร ทำให้ยากต่อการจัดการ

4. สื่อสาร เราต้องสื่อสารให้ทุกคนในทีม เข้าใจเป้าหมาย/แผนงานต่างๆ อย่างชัดเจน และเมื่อทุกคนมีเป้าหมายร่วมกัน จะทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้น

5. ติดตามจนแล้วเสร็จ ผู้นำทีมต้องติดตามผลงานของลูกน้องอย่างใกล้ชิด หากมีปัญหาจะได้แก้ไขได้อย่างรวดเร็ว (อันนี้ต้องอาศัยทักษะ ฟังให้ได้ยิน)

และ ลักษณะผู้นำทีม มีดังนี้

1. ชัดเจน ทั้งเป้าหมาย แผนงานต่างๆ

2. มีวินัยสูง ต้องมีวินัยในการทำงาน เป็นไปตามกำหนดเวลาทุกอย่าง

3. มีความสามารถในการมองเห็นปัญหาล่วงหน้าและมีความสามารถในการจัดการ ข้อนี้สำคัญที่สุด เพราะ เป็นการฝึกการจัดการกับวิกฤติ (crisis management) เมื่อผู้นำทีมมีความสามารถในการมองเห็นปัญหาล่วงหน้าและสามารถจัดการได้ง่าย จะทำให้รับมือกับ crisis ต่างๆได้


และได้แบ่งปันคำคมที่เพื่อนๆส่งกันมา และตัวอย่างของมือโปรต่างๆ มากมายดังนี้

คำคมจาก ขงเบ้ง


การบริหารคือ การทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยมือผู้อื่น

ผู้ปกครองระดับธรรมดา ใช้ความสามารถของตนอย่างเต็มที่...

ผู้ปกครองระดับกลาง ใช้กำลังของคนอื่นอย่างเต็มที่...

ผู้ปกครองระดับสูง ใช้ปัญญาของคนอื่นอย่างเต็มที่…อ่านคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น

 

ถ้าคุณคิดจะเป็นใหญ่ คุณก็จะได้เป็นใหญ่

ถ้าคุณคิดอยากเป็นอะไรคุณก็จะได้เป็นสิ่งนั้น

เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย

เพราะเชี่ยวชาญมิใช่เพราะโอกาส

เพรา ะสามารถ มิใช่เพราะโชคช่วย

ดังนี้แล้ว"ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะ ตน"

นกทำรังให้ดูไม้ ข้าเลือกนายให้ดูน้ำใจ

ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือผู้ที่ทำตนให้เล็กที่สุด

ผู้ที่เล็กที่สุดก็จะกลายเป็นผู้ที่ใหญ่ที่สุด

ผู้ที่มีเกียรติคือ ผู้ที่ให้เกียรติผู้อื่น

 

ถ้าสติไม่มา ปัญญาก็ไม่มี

ไม้คดใช้ทำขอ เหล็กงอใช้ทำเคียว แต่คนคดเคี้ยว ใช้ทำอะไรไม่ได้เลย

เล่นหมากรุกอย่าเอาแต่บุกอย่างเดียว เดินหมากรุกยังต้องคิด เดินหมากชีวิตจะไม่คิดได้อย่างไร.....

เมื่อใครสักคนหนึ่งทำผิดท่านอย่าเพิ่งตำหนิหรือต่อว่าเขา

เพราะถ้าท่านเป็นเขาและตกอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกับเขาท่านอาจจะตัดสินใจทำเช่นเดียวกับเขาก็ได้

 

คิดทำการใหญ่ อย่าสนใจเรื่องเล็กน้อย

ตาสามารถมองเห็นสิ่งที่ไกลได้แต่ไม่สามารถมองเห็นคิ้วของตน...

คนส่วนใหญ่ใส่ใจกับผลได้ระยะสั้นเท่านั้น

แต่คนฉลาดอย่างแท้จริงจะมองไปยังอนาคต

 

สุภาษิตสอนนาย (ไม่ทราบผู้แต่ง)

ภาษิตของเก่าท่านเล่าขาน

มาแต่ครั้งโบราณมีมากหลาย

เป็นคำกลอนสอนสั่งทั้งหญิงชาย

"สุภาษิตสอนนาย" ไม่เห็นมี

แม้โชคช่วยอำนวยเป็นนายเขา

อย่าเป็นคนหูเบาไม่ถ้วนถี่

จับเอาความข้างเดียวเที่ยวพาที

ให้พิจารณาความดีที่ผลงาน

นายที่ดีต้องเอาใจใส่ลูกน้องคอยสอดส่องทุกข์สุขอยู่ทุกด้าน

คอยช่วยเหลือลูกน้องถ้าต้องการ

แต่ไม่ถึงกับจุ้นจ้านจนเกินควร

แม้ลูกน้องทำผิดไม่คิดข่ม

พิจารณาเหมาะสมโดยทั่วถ้วน

จงพูดจาว่ากล่าวอย่างนิ่มนวล

ไม่ลามรวนเรื่องเก่าให้เนานาน

อันการเตือนนั้นเล่าต้องเข้าท่า

ไม่ดุด่าต่อหน้าคนทั่วบ้าน

เรียกไปเตือนสองต่อสองห้องทำงาน

เที่ยวโจษขานลับหลังฟังไม่งาม

งานสำเร็จลงก็ด้วยเข้าช่วยกัน

ไม่ควรดื้อถือรั้นฟังไม่ห้าม

เป็นนายเขาเอาแต่ใจใครก็ตาม

ควรฟังความเห็นอื่นบ้างเป็นทางดี

อันการงานทั้งหลายควรจ่ายแจก

มีการจัดแบ่งแยกเป็นหน้าที่

หากคนเดียวจะรวบไว้ไม่เข้าที

ลูกน้องหรือจะมีกำลังใจ

เป็นนายเขาต้องขยันหมั่นศึกษา

ดูให้เป็นก้าวหน้าทันสมัย

ไม่ล้าหลังห่างเหินจนเกินไปลูกน้องก้าวหน้าไกลตามไม่ทัน

ไม่จำเป็นต้องศึกษามากกว่าเขา

ให้รู้หลักพอเป็นเค้าเขาเชื่อมั่น

แม้เป็นนายรู้จักใช้สบายครันไม่จำเป็นต้องฟาดฟันอยู่คนเดียว

เมื่อลูกน้องก้าวหน้าก็อย่าขวาง

หรือคิดหาลู่ทางคอยหน่วงเหนี่ยว

ทำทีท่าบึ้งตึงขมึงเกลียว

เข้าขับเขี้ยวกันท่าไม่น่ายล

เมื่อมีส่วนร่วมแบ่งไม่แย้งก่อน

ลูกน้องต่างเดือดร้อนอยู่ทุกหน

ไม่คิดแต่จะเอาเข้ากระเป๋าตน

คิดถึงคนอื่นเขาจึงเข้าการ

อันหัวหน้าที่ดีมีเมตตา

ปรารถนาให้เขาสุขทุกสถาน

กรุณาเติมต่อพอประมาณ

ให้เขาผ่านพ้นทุกสุขฤทัย

ประกอบกับมุทิตาคือพาชื่นเห็นคนอื่นก้าวหน้าพาสดใส

ไม่ควรคิดอิจฉาอยู่ในใจ

เขาทำได้ดีกว่าน่าจะชม

อีกทั้งอุเบกขาไม่อาฆาต

เห็นลูกน้องผิดพลาดไม่ทับถม

คอยจับผิดคิดว่าตามอารมณ์ไม่เหมาะสมเที่ยวว่าด่าประจาน

หัวหน้าดีนั้นให้เห็นเป็นตัวอย่าง

ช่วยเขาทำทุกอย่างจนรอบด้าน

ไม่เอาเปรียบใช้คนอื่นตัวชื่นบาน

แล้วเสนอผลงานเพื่อตนเอง

เมื่อปัญหาเกี่ยวไปถึงภายนอก

ตัวหัวหน้าต้องออกถึงจะเก่ง

เข้ารับผิดชอบด้วยช่วยบรรเลง

ลูกน้องเกรงว่าเรานั้นเอางาน

แม้หัวหน้าคนใดได้เช่นนี้

คงจะมีคนรักสมัครสมาน

มีคนขอเป็นลูกน้องเกินต้องการ

ใครพบพานก็เป็นบุญเกื้อหนุนเอย

ตัวอย่างมือโปร / มืออาชีพ คุณงามจิตต์ ได้ยกตัวอย่างมือโปรหลายๆท่าน

1. นายภิรมย์ อั๋นประเสริฐ “สิงห์เชิ้ตดำของไทยคนแรกของวงการฟุตบอลโลก”

      แสดงให้เห็นถึงว่า คนที่จะก้าวไปสู่ระดับโลกได้ อย่าง “เปาอั๋น” ต้องเป็นคนที่รักงานนี้เป็นอย่างมาก และต้องหมั่นฝึกฝนตนเองตลอดเวลา

2. คุณบัณฑิต อึ้งรังษี “วาทยากรไทยระดับโลก”

      กว่าที่คุณบัณฑิต จะก้าวไปถึงจุดๆนั้น ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก วลีฮิตของเขา คือ "ซ้อม...ซ้อม...และก็ซ้อม" จนทำให้เขาคว้ารางวัลระดับโลก และเมื่อเขาขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้ว ตัวเขาเองก็ยังฝึกฝน ศึกษาเล่าเรียนอยู่เสมอ ซึ่งที่คุณบัณฑิตมีวันนี้ ก็เกิดจาก แรงบันดาลใจในตอนเด็ก และความมุ่งมั่นทำความฝันให้เป็นความจริง

3. Martina Hingis Best Known As: Three-time Australian Open Winner Martina Hingis

      เริ่มเล่นเทนนิสอาชีพเมื่อเธออายุ 14 ปี และประสบความสำเร็จมากมาย โดยที่เธอมีแบบอย่างที่ดี ซึ่งเป็นนักเทนนิสชื่อดังในอดีต คือ Martina Narvatirova ซึ่งคุณแม่ของเธอก็ตั้งชื่อเธอให้เหมือนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจนั่นเอง

4. Warren Buffett Ranks 1 on The World's Billionaires 2008

      มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก ที่แสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติ ใจรัก/ถ่องแท้ ดังจะเห็นได้จาก เขาจะเลือกลงทุนหุ้นในบริษัทโดยไม่ได้มองระยะสั้นว่า วันนี้หรือพรุ่งนี้จะขึ้น แต่เขามองถึงศักยภาพและผลประกอบการที่จะได้ในอนาคต

5. ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

      ผู้เผยแพร่แนวคิด การลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investment) ของ Warren Buffett ได้ศึกษาแนวคิดนี้อย่างจริงจัง มีความถ่องแท้จากการลงทุนจริง และดำเนินรอยตาม ทำให้ประสบความสำเร็จในการลงทุนในหุ้น

6. Susan Boyle โด่งดังจาก Britain’s Got Talent

      Susan Boyle ได้ขึ้นแสดงบนเวที Britain’s Got Talent ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้แสดงความสามารถทางการแสดง ครั้งแรกที่เธอขึ้นบนเวที สายตาของผู้ชมต่างดูถูกเธอว่า เธอไม่ควรมายืนอยู่บนจุดนี้ แต่เมื่อเธอได้ร้องเพลงบนเวที ต่างสะกดผู้ชมและกรรมการได้มากมาย แสดงให้เห็นว่า “สังคมยุคใหม่ตัดสินผู้คนแค่เพียงมองรูปกายภายนอก ซึ่งตัวคุณเองก็ไม่สามารถจะทำอะไรกับเรื่องนั้นได้ มันก็แค่เป็นวิถีทางที่พวกเขาคิด ที่พวกเขาเป็น แต่เรื่องนี้คงจะบอกอะไรเขาบ้าง หรืออาจเป็นตัวอย่างให้มองเห็นได้”

นอกจากจะเป็นตัวอย่างของคนที่ทำในสิ่งที่รัก และ ฝึกฝน แล้วยังสามารถเชื่อมตรงกับทฤษฎีทางบัญชีที่ ว่า เนื้อหาสำคัญกว่ารูปแบบ (Substance over Form)

7. Thomas Alva Edisonนักประดิษฐ์ ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากที่สุดก็คือ หลอดไฟฟ้า

      Thomas Alva Edison ได้ใช้ความพยายามในการประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า โดยใช้วัสดุกว่า 25,000 ชนิด กว่าจะประดิษฐ์เป็นหลอดไฟได้ แสดงให้เป็นถึงความตั้งใจ รักงานนี้ และมีความพยายามสูง

 

      จากการเสวนากับผู้เข้าฟัง 

 

      คุณงามจิตต์ได้ให้ข้อคิดการนำ Knowledge ต่างๆไปใช้ในการประชุม ในการประชุมนั้น หลายๆครั้งมักประสบปัญหา ผู้เข้าร่วมประชุมมักพูดวนเวียนถึงแต่ปัญหา โดยไม่ได้หาทางแก้ไข เหมือนไม่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ถ้าวิเคราะห์ให้ดีมักพบว่าผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่มักจะรู้ข้อมูลแค่ครึ่งๆกลางๆไม่มีใครรู้จริง ใช้ความรู้สึกพูดถึงปัญหาเหล่านั้น การไม่เข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้ จึงทำให้ไม่สามารถหาทางแก้ไขได้ การประชุมที่มีประสิทธิภาพ ต้องมีการเตรียมตัวก่อนเข้าประชุม หาข้อมูลวิเคราะห์เพื่อให้เข้าใจ ใช้ข้อมูล/ความรู้ ที่เตรียมมา ไม่ใช่ใช้อารมณ์ หรือ”ถ้า...น่าจะ...” ในการตัดสิน นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมประชุม ต้องเสนอทางเลือกที่แสดงถึงข้อดีและข้อเสีย ไม่ใช่เข้ามาบ่นซึ่งไม่สร้างสรรค์ จะยิ่งทำให้การประชุมยืดเยื้อ

       ในเรื่อง การเป็นตัวอย่างที่ดี ( Role Model ) คุณงามจิตต์ได้เล่าว่า Role Model ของเธอ คือหัวหน้าหลายๆท่านที่ได้ทำงานด้วย ซึ่งเป็นความโชคดีที่ได้ทำงานกับนายที่เก่งๆ เช่น หัวหน้าท่านหนึ่ง มีสไตล์การทำงานแบบ Walk the Talk คือ เดินเข้าไปในที่ทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อพบปะพูดคุย เพื่อจะได้รับทราบทุกข์สุข ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยตรง นอกจากนี้ยังจะได้เห็นสภาพแวดล้อม การทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยตาของตนเอง จะได้สังเกตดูว่า มีอะไรที่จะช่วยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำงานได้ดีขึ้น หรือมีอะไรที่อาจเกิดปัญหาขึ้นมาได้ นี่คือการฟังให้ได้ยิน 

      ผู้เข้าร่วมเสวนา คุณรุ่งจิตต์ shi 41 ได้เล่าถึงประสบการณ์ในการทำ Reengineering Project ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) เป็นโครงการเกี่ยวกับ การปรับ information ซึ่งทำมาแล้วหลายครั้งแล้วแต่ยังไม่สมบูรณ์ใช้งานได้ตามที่ต้องการ ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านงานคอมพิวเตอร์สูงมาก ดังนั้นจึงเริ่มมองหาระบบภายในองค์กร แทนที่จะรอแต่ระบบคอมพิวเตอร์อย่างเดียว โดยเริ่มจากการแบ่งงานเป็นส่วนๆ คุณรุ่งจิตต์นั้นรับผิดชอบในส่วนของการติดตามหนี้ โดยเริ่มจากนำข้อมูลมาพิมพ์ และ Scan เอกสารต่างๆ แล้วนำมาสรุปแบ่งขนาดของหนี้ โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ เพื่อใช้ในการติดตามหนี้ คือ
             1. ขนาดใหญ่      2. ขนาดกลาง และ     3. รายย่อย
       ปัญหาในเรื่องนี้ คือ การติดตามหนี้ลูกค้ารายย่อย ที่ทุกคนมองว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่ได้ทำระบบ Online ลูกค้าทั่วประเทศ แต่ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้โดย ขอข้อมูลลูกค้าที่ทำการ clearing มา run statement จึงให้สามารถมีฐานข้อมูลลูกค้ารายย่อยขึ้นมาได้ จากนั้นจึงตั้งศูนย์บัญชาการติดตามหนี้ลูกค้ารายย่อยขึ้น เป็น Pilot site วางระบบให้มีข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ของลูกค้า และวิธีการติดตามหนี้ที่เป็นระบบ จะเห็นได้ว่า ไม่จำเป็นต้องรอโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่คิดนอกกรอบได้ ถ้าเรามีความเข้าใจในปัญหา ศึกษาหาทางออกได้ 

      คุณงามจิตต์ เสริมว่า จากประสบการณ์ทำงานเป็น ผู้จัดการโครงการ (Project Manage) มาหลายๆโครงการ ให้เคล็ดวิชาว่า เมื่อประสบปัญหา เพราะสมาชิกบางคนนิ่ง งานไม่มีความคืบหน้า เราต้องเสียสละเริ่มลงมือทำงานของเขา จนถึงจุดจุดหนึ่ง ที่เราไม่สามารถทำแทนเขาได้ ต้องขอให้เค้าเข้ามาช่วย ที่ทำอย่างนี้ได้ประโยชน์ 2 ประการ ข้อแรก เขาจะเห็นใจเรา ว่าเราเต็มที่ ได้ใจ ข้อสอง รู้ว่างานนี้ใครก็ทำไม่ได้นอกจากตัวเขา รู้สึกมีคุณค่า ก็ทำให้โครงการเดินต่อไปได้ 

       อีกข้อคิด คือ เราต้องเข้าหาสมาชิกโครงการ และ Stakeholders จะได้รู้ปัญหาจริงๆ นี่คือการฟังให้ได้ยิน อีกนั่นแหละ

      คุณมณีรัตน์ รุ่น 36 เห็นด้วยกับเคล็ดวิชานี้ และเพิ่มเติมว่า เมื่อเขามาเริ่มทำงานของเขาแล้ว เรายังต้องให้กำลังใจเขา และขอบคุณเขาอีก( อย่าคิดว่า เราช่วยทำงานของเขาให้ เขาน่าจะขอบคุณเรามากกว่า) อันนี้เป็นวิชาสุดยอด ทำให้สมาชิกรู้สึกดี มีคุณค่า งานทุกอย่างต้องเริ่มทำจึงจะสำเร็จ วิธีที่ดีที่สุด ก็ต้องเริ่มชี้นิ้วที่ตัวเองก่อน ชี้นิ้วที่คนอื่นๆ ไม่ได้ ต้องเอาตัวเข้าสู้ก่อน เริ่มจากจุดเราก่อน

       คุณมณีรัตน์ ยังแนะนำว่า คุณงามจิตต์มีประสบการณ์งานโครงการมาก ทำให้เป็นหัวหน้าที่ชักจูงสมาชิกในโครงการ (ซึ่งไม่ใช่ผู้ใต้บังคับบัญชา)ได้ดี เป็นทักษะที่ทำยาก ในการทำงานของพวกเรานั้นอาจจะไม่มีประสบการณ์แบบนี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ ลองคิดโครงการที่ต้องร่วมกันทำจากหลายหน่วยงานดู เช่น โครงการลดขยะทั้งบริษัท ลดการใช้พลังงาน หรือแม้กระทั่งโครงการ 5 ส. หรือโครงการคุณภาพต่างๆ แล้วลองบริหารโครงการดู จะได้เรียนรู้ทักษะการบริหารงานแบบใหม่ๆที่เราไม่เคยทำมาก่อน เช่น การทำงานร่วมกันโดยมีสมาชิกมาจากต่างฝ่ายงาน ทำให้เราต้องคิดหาวิธีการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจต่างจากการที่เราทำงานดูแลลูกน้องของเราเอง เรียนรู้วิธีชักจูง ไม่ใช่สั่งการ การหาข้อสรุปจากความเห็นที่ต่างกันในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เป็นต้น

       นอกจากนี้ตัวเราเองต้องรู้จักบริหารหัวหน้าของเราด้วย หลักการ คือ ต้องมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน จะคิดจะทำอะไร ก็ให้คิดเหมือนเราเป็นหัวหน้าของเราด้วย มีความรับผิดชอบเต็มที่ มีจุดยืน ทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อหน่วยงาน ทำงานอย่างเต็มศักยภาพ ให้นายเห็นคุณค่าในตัวเรา และที่สำคัญ เอาใจ “เรา” ไปใส่ใจ “นาย” ทำอย่างนี้ นายจะไม่รักได้ยังไง

       คุณงามจิตต์ สรุปว่า เราต้องคิดด้วยว่า ในการทำงาน หากเกิดความผิดพลาด นอกจากจะเสียหายแก่หน่วยงานของเราแล้ว เราเองก็เสีย หัวหน้าของเราก็เสีย ให้นึกถึงผลกระทบต่างๆด้วย ทำอะไรให้คิดให้รอบคอบรัดกุม และพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความผิดพลาด ให้เสร็จให้ทันเวลา และเมื่อเราทำงานได้ดีแล้ว ถ้านายไม่เลือกเรา ก็แปลว่า นายไม่ฉลาดแล้วแหละ