ท่านอาจารย์เจ้าคุณ

เขียนโดย Admin on . Posted in สกู๊ป

 

 ในสมัยเริ่มแรก อาจารย์ในคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มีน้อย โดยเฉพาะสามหรือสี่ปีแรกเกือบไม่มีอาจารย์ประจำ ในวิชาการบัญชีนั้นท่านสอนเองเกือบทุกวิชา และยังต้องออกแบบฝึกหัดและตรวจเองด้วย ลูกๆจึงคุ้นเคยกับการเห็นท่านตรวจบทฝึกหัด ของนิสิตทุกคนแทบจะไม่มีเวลาว่างให้กับลูก


      ในด้านวิชาการนั้น โดยเหตุที่ท่านเคยผ่านงานและรู้จักผู้มีความรู้มากมายดังนั้นท่านจึงสามารถเลือกเชิญผู้มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์มาเป็นผู้สอนตั้งแต่เริ่มต้น เป็นต้นว่าในทางเศรษฐศาสตร์ทางคณะฯได้ผู้สอน เช่น ท่านอาจารย์บุญมา วงษ์สวรรค์ ท่านอาจารย์หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านอาจารย์ไกรศรี นิมมานเหมินท์ ท่านอาจารย์ฉลอง ปึงตระกูล

      ในด้านกฎหมาย ก็ได้เชิญท่านอาจารย์พระยาศรีวิสารวาจา ท่านอาจารย์หลวงจักรปาณี ศรีศิลวิสุทธิ์ ท่านอาจารย์พจน์ สารสิน ท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ท่านอาจารย์ประกอบ หุตะสิงห์ ท่านอาจารย์วิกรม เมา ลานนท์ ท่านอาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร และท่านอาจารย์ประภาสน์ อวยชัย เป็นต้น

      ทางด้านธนาคาร มีท่านอาจารย์อาภรณ์ กฤษณามระ ด้านสถิติและคณิตศาสตร์ มีท่านอาจารย์บัณฑิต กันตะบุตร ท่านอาจารย์เจริญ เจริญ รัชตภาคย์ เป็นต้น

      สำหรับภาษาอังกฤษมีผู้สอนมากมาย ตั้งแต่ท่านอาจารย์สุนทร หงส์ลดารมภ์ ท่าน อาจารย์คุณหญิงอัมพร มีสุข ท่านอาจารย์คุณหญิงสุภาพ ยศสุนทร เป็นต้น

      จนเกือบจะกล่าวได้ว่า บรรดาปรมาจารย์ของประเทศไทยในด้านต่างๆ ได้รับเชิญมาเป็นอาจารย์ผู้สอนในคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีแทบทั้งสิ้น

      จากประสบการณ์ในชีวิต ท่านได้เห็นและผ่านงานมามากมาย ท่านมีทัศนคติให้บัณฑิตเป็นผู้รอบรู้ ดังนั้น นอกจากการสอนโดยปกติแล้ว ในวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุด ท่านจะเป็นผู้พานิสิตไปดูงาน เยี่ยมชมโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ หรือพานิสิตไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด

      ในการแข่งขันกีฬาระหว่างคณะแทบทุกครั้ง ท่านก็จะมาให้กำลังใจและใกล้ชิดกับนิสิต ดังนั้นในวันเกิดของท่านซึ่งท่านจะนิมนต์พระสงฆ์มาสวดที่บ้าน นิสิตจึงได้ถือโอกาสไป อวยพรวันเกิดท่านที่บ้านเป็นประจำ และนิสิตเก่าตั้งแต่รุ่นแรกก็จะถือเป็นประเภณี ที่จะไปอวยพรในวันเกิดที่บ้านท่านด้วย เมื่อท่านถึงแก่อนิจกรรมแล้ว จึงได้สืบทอดประเพณีวันคืนสู่เหย้าของชาวพาณิชย์บัญชี โดยใช้วันที่ 29 มกราคม ของทุกปี เป็นวันจัดงานมาจนทุกวันนี้ แต่ได้เปลี่ยนสถานที่จากที่บ้านของท่านมาจัดที่บริเวณคณะฯ

 

ศาสตราจารย์กิตติคุณ เติมศักดิ์ กฤษณามระ (รุ่น 7)

 

 ท่านคณบดีเป็นอาจารย์ของรุ่นพี่ๆ ด้วย ท่านมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยา ท่านเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการคลังมาก่อน ฉะนั้นเวลากล่าวขานถึงท่านจึงใช้คำว่า ท่านอาจารย์เจ้าคุณฯ ท่านเป็นปูชนีบุคคลของพวกเราโดยแท้ ท่านเป็นที่เคารพรักของนิสิตทุกรุ่น ท่านมิได้ถือตัวเลย ท่านให้ความสนิทสนมเป็นกันเองเยี่ยงบิดา ท่านให้โอกาสเข้า พบเพื่อเรียนถามเกี่ยวกับวิชาการและกิจกรรมอื่นๆ ได้ตลอดเวลา

      นอกจากได้เรียนภาคทฤษฎีแล้ว ท่านยังให้เราได้เห็นของจริงและได้ปฏิบัติด้วย ท่านวางกำหนดการแต่ละภาคการศึกษาให้ได้ไปดูงานทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด และ ในแต่ละสิ้นปีการศึกษา ท่านจะนำไปทัศนศึกษาด้วยตัวท่านเอง ท่านได้พาพวกเราไปพักแรมที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่อำเภอศรีราชา เวลาพักแรมท่านจะแยกที่พักหญิงและชายคนละอาคาร และตัวท่านเองพักกับหล่าผู้ชายโดยไม่ได้แยกไปพักต่างหาก ท่านร่วมรับประทานอาหารกับพวกเรา

      เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเกิดขึ้น น้ำมันรถยนต์ขาดแคลน พวกเราหลานคนทั้งหญิง และชายต่างขี่จักรยานมาเรียน ท่านได้นำพวกเราขี่จักรยานไปบางปู เช้าวันเสาว์วันหนึ่งในเทศกาลทอดกฐินผ้าป่า ท่านเช่าเรือเมล์แดงทั้งลำ พาพวกเราซึ่งขณะนั้นมี 3 รุ่น ไปทำบุญที่วัดทางปากเกร็ด

      ในสมัยที่พวกเราเรียนอยู่ปี 1 ปี 2 ท่านอาจารย์เจ้าคุณฯและอาจารย์อาภรณ์ ท่านนุ่งผ้า ม่วงโจงกระเบนและสวมเสื้อราชปะแตนมาสอนพวกเรา ดูท่านทั้งสองสง่าผ่าเผย ภาคภูมิ เวลาท่านเดินผ่านพวกเราที่นั่งจับกลุ่มคุยกัน ท่านก็จะทักทายถามไถ่ เป็นที่อบอุ่นแก่พวกเราเยี่ยงพ่อกับลูก 

      ครั้นเมื่อเราจบการศึกษาไปแล้ว ท่านก็ยังให้ความเป็นกันเอง ท่านยินดีรับเชิญพวกเรา ไปร่วมรับประทานอาหารด้วย และหลายครั้งท่านก็นเป็นฝ่ายเลี้ยงพวกเรา ในวันที่ 29 มกราคม ของทุกปี พวกเราจะไม่ขาดที่จะไปกราบท่านที่บ้าน หลังจากท่านรับรองพวกน้องๆ แล้วอย่างที่ทราบกัน แต่พวกเราก็ต้องขอพบท่านในเวลาเช่นนั้น เพราะรอให้ทุก คนเลิกงานแล้วจะได้พร้อมเพรียงกัน เราไปเย็นค่ำเพียงใดท่านก็ยังยินดีต้อนรับโดยไม่ แสดงความเหน็ดเหนื่อยที่ต้องมาต้อนรับเราอีก ปีท้ายๆท่านได้เสียสายตาไปแล้ว เวลาพวกพี่ๆไปถึง เราจะไปกราบท่านที่ตัก และรายงานด้วยคำพูดว่า ดิฉันมาแล้วค่ะโดยไม่ขานชื่อตัวเอง จากเสียงที่เราเรียนกราบท่าน ท่านจะเรียกชื่อเราได้ถูกต้อง ซึ่งทำให้เราปราบปลื้มใจเป็นที่สุด ที่ท่านจำแม้แต่เสียงของพวกเราได้

 

จำรัสรัตน์ พิชัยชาญณรงค์(ประนิช) (รุ่น 1 ปี 1)

ความขัดสนที่พบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในระหว่างสงครามทำให้ความหวังริบหรี่...
สอบเข้าโรงเรียนเตรียมรุ่นแรกหลังสงครามได้ เป็นการหักเหครั้งสำคัญของชีวิต...

 

      แล้ววันหนึ่ง ได้พบตัวเองเข้ามานั่งเรียนที่ห้อง 20 ของตึกอักษรศาสตร์ ห้องเรียนปี 1 ของคณะบัญชี ในวันแรกๆ นั่นเอง ก็ได้พบกับท่านอาจารย์เจ้าคุณฯ จากคำบอกเล่าของพี่ๆ เป็นเหมือนความฝันมากกว่าที่เป็นจริง เพราะเมื่อยังเล็กๆอยู่ พ่อแม่เคยหยิบเอาเงินมาให้เล่นลูบคลำ ชื่อพระยาไชยยศสมบัติปรากฏอยู่ที่ด้านหน้าของแบงค์ใบละหนึ่งบาท ด้านหลังเป็นรูปพระราชพิธีแรกนาขวัญ เกินกว่าที่จะนึกฝันว่าชีวิตจะเปลี่ยนไปจนได้มีโอกาสพบกับท่าน แม้ว่าท่านจะทำหน้าที่คณบดี สอนแต่เฉพาะชั้นปีที่ 3 และปีที่ 4 แต่สายตาของท่านที่มองดูพวกเรา ก็ฉายให้เห็นความเมตตาปราณีดุจลูกที่ใกล้ชิด

      ได้อยู่ใกล้ชิดกับท่านจริงๆ ก็เมื่อพี่ๆ มาบอกว่า วันที่ 29 มกราคม 2491 ขอให้ไปที่บ้านท่านอาจารย์ ที่ซอยนานาใต้ ตั้งแต่ตอนเย็นราวสี่โมงเศษท่านก็ลงมาให้พวกเราได้มีโอกาสกราบอวยพรท่านในวันเกิด ในช่วงเวลานั้นนิสิตบัญชีทั้งคณะมีราว 250 คน ท่านได้ออกมาเดินที่สนามหญ้าหน้าบ้าน ทักทายถามข่าวคราวความเคลื่อนไหวของบรรดารุ่นพี่ๆ ที่ออกไปทำงานแล้วโดยทั่วถึง

      เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจจริงๆ ทีท่านอาจารย์มีความจำแม่นเหลือเชื่อ เพราะท่านจำได้หมดทุกคน ไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหน ทำงานที่ไหน มีครอบครัวแล้วหรือยัง ใครเป็นเพื่อนสนิท ท่านมีความห่วงใยลูกศิษย์ทุกคน ไม่ว่าจะไปทำงานที่ไหนถ้าเกิความอึดอัดไม่สบายใจ ท่านก็จะล่วงรู้โดยที่เจ้าตัวไม่ต้องปริปากพูดเลยแม้แต่คนเดียว..

      เมื่ออยู่ปี 4 ผมได้รับเลือกให้ทำหน้าที่บรรณาธิการหนังสือ พาณิชย์-บัญชี ซึ่งจัดทำกันปีละ 2 ครั้ง คือในวันต้อนรับน้องใหม่ครั้งหนึ่ง กับอีกครั้งในวันสีฟ้า ซึ่งเป็นงานกีฬาแลกเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพระหว่างบัญชีธรรมศาสตร์และบัญชีจุฬาฯ.. ในหนังสือพาณิชย์-บัญชี ที่ขาดไม่ได้คือรูปท่านอาจารย์และคำขวัญ ในปี 2494 นี้ ท่านได้เขียนคำขวัญด้วยลายมือท่านเองว่า "สิบรู้ก็ไม่เท่าชำนาญ" เป็นคำขวัญที่สั้นกระชับ แต่มีความหมายลึกซึ้งและจับใจมาก 

      พวกเราเคยบ่นเวลาบวกเลขเมื่อทำงบทดลอง ว่าต้องบวกในใจ แต่มีรุ่นพี่ปรามว่าอย่าบ่น เลย เมื่อครั้งท่านอาจารย์ไปอยู่ที่อังกฤษ ท่านเคยบวกเลขเงินปอนด์ (12 เพ็นนีเป็น 1 ชิลลิ่ง 20 ชิลลิ่งเป็นหนึ่งปอนด์) ท่านบวก เลขได้ทีละสามหลัก ไม่ใช่บวกทีละหลักอย่างที่เราทำกัน ไม่ต้องมีเครื่องคิดเลขด้วย นี่ อาจเป็นที่มาว่า "สิบรู้ก็ไม่เท่าชำนาญ" ที่ท่านให้คำขวัญในวันต้อนรับน้องใหม่ก็อาจจะเป็นได้

 

กฤษณเนตร พันธุมโพธิ (รุ่น 9)